“สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” กับ 10 อย่างที่จะขอพูดถึง

14/08/2010 § 1 Comment

1. ชื่อเรื่อง

ชื่อ “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” หรือ First Love ในภาษาอังกฤษนั้น ในความคิดเห็นของฉันนั้นออกจะ “ไม่ชอบ” เลยทั้งสองชื่อ ยิ่งถ้าเอาไปเทียบกับหนังตระกูลเดียวกันอย่าง “แฟนฉัน” หรือ “อนึ่งฯ คิดถึงพอสังเขป” ยิ่งรู้สึกว่าชื่อหนังไม่สามารถสื่อไปถึงจุดขายของหนังได้ (ฉันมองว่าจุดขายของเรื่องนี้อยู่ที่การพาผู้ชมย้อนอดีตไปสมัยมัธยม เป็น Coming of Age สุดพลังเลยนะ) ข้ออันตรายของการตั้งชื่อหนังแบบนี้ คืออาจทำให้คนเกิดความคิดในแง่ลบกับหนังตั้งแต่ยังไม่ได้รู้ข้อมูลอะไรมาก่อน แถมหนังเรื่องนี้ยังรวมเอาอีก 2 จุดขาย(ที่อาจเป็นจุดอ่อนได้ในเวลาเดียวกัน) คือ ตุ๊กกี้ และ มาริโอ้ ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ถ้าไม่ได้ Trailer หรือกระแส Word of Mouth ก็อาจทำให้หลายคนพลาดหนังรักเล็กๆ เรื่องนี้ไปอย่างน่าเสียดาย Footnote เล็กๆ: ฉันจั๊กจี้มากตอนที่พนักงานที่ช่องขายตั๋วถามว่า “ดูเรื่องอะไรดีคะ” เลยตอบแบบกระมิดกระเมี้ยนสุดๆ ว่า “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารักค่ะ” (น้ำเสียงในตอนท้ายค่อยๆ เบาลง 555) 2.เวิร์คพอยท์ ปกติฉันจะคิดหนักเสมอเวลาที่ต้องเข้าไปดูหนังของ Work Point เพราะว่ามันช่างมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในแบบที่ไม่ถูกชะตากับฉัน แต่ต้องถือว่าเป็นโชคดีของ “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” ที่ฉันเสียเงินเข้าไปดูโดยที่ไม่รู้มาก่อนว่ามันเป็นหนังของ Work Point (แต่สหฯ มาจัดจำหน่ายให้ ภาพของสหฯ เลยชัดมาก) แต่สุดท้ายก็ต้องขอบคุณ “สิ่งเล็กๆ ฯ” เขาล่ะ ที่ช่วยเรียกคะแนนให้ Work Point สำหรับฉันขึ้นมาได้เยอะเชียว ^^ 3. ความสมจริง นี่แหละคือสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้ฉันเสียดายที่สุดในหนังเรื่องนี้ และสิ่งนี้ก็มักจะเป็นจุดอ่อนของหนังย้อนวัยใสของไทยแทบจะทุกเรื่อง (ทำไมวะ?) คือยังไงดี การจะทำหนังย้อนวัยใส พาเรากลับไปหวนอดีตอันหอมหวานจะ 10 หรือ 20 ปีที่แล้วหรือมากกว่านั้น ก็ต้องชัดเจนไปเลยว่า ในสมัยนั้นมีอะไรเกิดขึ้น มีอะไรเด่น อะไรดัง ไม่ใช่แค่จับมาริโอ้มาใส่ชุดนักเรียน ถ่ายทำในโรงเรียน ก็เท่ากับการย้อนอดีตแล้ว เสน่ห์ของหนังประเภทนี้ มันอยู่ที่การทำให้ผู้ชมสนุกกับการร้อง “เออ เมื่อก่อนกูก็เล่นมุขแบบนี้แหละ” หรือ “ใช่ๆ เพลงนี้เคยร้องให้รุ่นพี่สมัยเด็กๆ” ไม่ใช่การเอาเรื่องที่สนุกในปัจจุบัน มาทำให้เป็นอดีต มันจะทำให้ความสมจริงของฉากหายฮวบไปเยอะเลย Footnote เล็กๆ: หนังไทยเรื่องเดียวที่ทำให้ฉัน “เชื่อ” ว่าอดีตมีอยู่จริงๆ ในหนัง ก็ยังคงเป็น “แฟนฉัน” อยู่ดีนั่นแหละ

4. ตุ๊กกี้ ไม่ได้ไม่ชอบตุ๊กกี้ แต่บางทีเธอก็อยู่ผิดที่ผิดทางไปซักหน่อย แต่สำหรับเรื่องนี้ถือว่าเธออยู่ถูกที่ถูกเวลาและ “กำลังดี” 5. มาริโอ้ ปกติฉันจะรำคาญพวกสก๊อยในโรงหนังที่ตั้งใจมากรี๊ดพระเอกโดยเฉพาะแบบสุดๆ แต่กับเรื่องนี้ อยู่ดีๆ ฉันก็ให้อภัยนางพวกนี้เฉยเลย เพราะว่าตัวเองก็แอบเคลิ้มกับความหล่อของน้องโอ้ (ปกติก็หล่อ แต่ด้วยบทของเรื่องนี้ ทำให้ยิ่งหล่อๆๆๆๆ ขึ้นไปอีก อ๊อย) แม้จะมีแม่สองนางสก๊อยเกิร์ลที่นั่งอยู่แถวหน้าเยื้องๆ ฉันออกไปสามสี่ที่นั่ง จะส่งเสียง “ฮื้อออ” “อื๊อออ” “กรี๊ดด” “ว้ายย” อยู่ไม่หยุดหย่อน แต่ฉันก็ถือซะว่าเป็นการดูหนังแบบ 3D (ภาพ เสียงในฟิล์ม และเสียงใกล้ตัว) ในราคาปกติก็แล้วกัน

6. ใบเฟิร์น น้องใบเฟิร์นกับฉากที่สระว่ายน้ำช่วงท้ายๆ เรื่อง คือสิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้! 7. นิ่ม จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าน้องที่รับบทเป็น “นิ่ม” ชื่อเสียงเรียงนามจริงๆ ของเธอคืออะไร แต่ฉันรักตัวละครตัวนี้มากเลย แล้วก็ดีใจมาก ที่ในชีวิตของฉันได้มี “เพื่อน” แบบนิ่มอยู่หลายคนเชียว ^^ 8. เกสท์เฮ้าส์ ภาษาอังกฤษ นักฟุตบอล สามสิ่งนี้เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ฉันชอบมากที่ผู้สร้างเลือกที่จะใส่ให้กับตัวละครทั้งหลาย แถมมันยังดูไม่เว่อร์ และไม่ยัดเยียดเกินไป ชอบที่ใส่รายละเอียดให้นางเอกเป็นเด็กที่เรียนภาษาอังกฤษเก่ง เพราะที่บ้านทำธุรกิจเกสท์เฮ้าส์ ทำให้เธอได้เล่นละครภาษาอังกฤษ และได้ไปเมืองนอกในเวลาต่อมา (อันนี้ไม่ค่อยชอบละ 555) เช่นเดียวกันกับพี่โชน ที่ชอบเล่นบอลเหมือนพ่อ แต่ดั๊นมีปมอดีต(ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ) จากพ่อที่ยิงลูกโทษไม่เข้า สร้างความเซ็งให้กับประชาชนทั้งจังหวัด ทำให้พี่โชนของเราไม่กล้าเป็นนักบอลตัวจริง แต่ก็ชอบถ่ายรูปด้วยนะ (เออ อันนี้งง) เสียดายอยู่แค่ที่ว่า หนังใช้ประโยชน์กับรายละเอียดพวกนี้ไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร เหมือนยังพัฒนาต่อไปไม่สุด จากที่จะทำให้มันดีถึงขึ้นน่าจดจำได้ ก็เลยได้แค่ระดับที่น่าพึงพอใจ 9. แก๊งค์บีบี ข้อนี้ไม่เกี่ยวกับหนังเท่าไหร่ แต่เมื่อไหร่ชีวิตการดูหนังของฉัน (และใครอีกหลายๆ คน) จะหลุดพ้นจากแก๊งค์บีบี แก๊งค์รับโทรศัพท์ในโรงหนัง แก๊งค์กินอาหารกลิ่นแรงในโรงหนังซักที (อ่ะแน่ล่ะ วันนี้ฉันเจอแฮตทริคสามเด้ง สามพฤติกรรมเลยจ้า) ไม่ต้องบรรยายสรรคุณคงพอเข้าใจ ขอสาปแช่งเอาไว้ ณ ที่นี้เลยละกันนะ ดวก! 10. ตัวฉันเอง เมื่อประมวลผลความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อหนังเรื่องนี้ ต้องถือว่า “ชอบ” มากกว่าไม่ชอบ เอาเป็นว่าพอดูจบแล้วอารมณ์ดี เดินยิ้มออกมาจากโรงเลยแหละ (ก่อนจะดูเพิ่งทะเลาะกับแฟน พอออกมาโทรไปง้อเฉยเลย 555) มีหลายช่วงหลายตอนที่ไปต้องตรงกับชีวิตวัยหวานของฉัน ตั้งแต่ การขอครูไปเข้าห้องน้ำ แต่จริงๆ แล้วไปชะโงกดู “พี่คนนั้น” ที่ห้องเรียนเค้าการใช้มุข “เพื่อนฝากมาให้” กับคนที่เราแอบชอบการนั่งกอดคอร้องไห้และร้องเพลงอำลาอาลัยกับเพื่อน (แหวะ 555), การใช้เบอร์บ้านโทรไปหารุ่นพี่ที่เราแอบชอบ ด้วยความตื่นเต้นแบบสุดๆ(ของฉันแอดวานซ์กว่าในหนัง ตรงที่ต้อง “จด” ด้วยว่าเราคุยอะไรกัน 555) รวมไปถึงจังหวะตลกๆ ที่ไม่ค่อยได้เห็นในหนังไทย (ที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นตอนที่ 2 อดีตดรัมเมเยอร์เดินเข้าเฝือกที่คอ หน้าตุ่ยๆ แต่ยังคุยเม้าท์ผู้ชายอยู่ ขำก๊ากขึ้นมาเลย) ขอให้หนังเรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาเรื่องต่อไป แล้วก็ขอขอบคุณช่วงเวลาสองชั่วโมงกว่าๆ ที่ทำให้ฉันนึกถึงอดีตของตัวเองได้เยอะเลย ^^ Footnote เล็กๆ ก่อนจบ: แต่ก่อนฉันต้องโทรเข้าเบอร์บ้าน หรือไม่ก็แอบเอาจดหมายรักไปวางไว้ที่โต๊ะรุ่นพี่ที่แอบปลื้ม แต่เมื่อเวลาผ่านไปเป็นสิบปี ทุกวันนี้ฉันเป็น friend กับรุ่นพี่ที่ฉันชอบใน facebook และยังติดตามชีวิตของพี่เค้าใน twitter อยู่เสมอๆ แต่ก็ยังไม่กล้าคุยกับเค้าอยู่ดีแหละนะ 55555

カレーの時間 มากิน “แกงกะหรี่ สูตรบูชาเทพเจ้าแห่งหมู่เกาะโอกินาว่า” กันค่ะ

23/06/2009 § 1 Comment


เนื่องจากอาการครึ้มใจตามประสาคนตกงานนี่เอง ที่ทำให้ฉันลุกขึ้นมาจับตะหลิวทำอาหารกินประทังชีพไปวันๆ อย่างมีสไตล์ซะเลยดีกว่า!
(แล้วไอ้อย่างมีสไตล์ นี่มันเป็นยังไงหว่า 555)


ซึ่งเมนูที่ฉันจะทำวันนี้ก็คือ
"แกงกะหรี่ญี่ปุ่นยุ่นหัวใจ อิไต๊ อิไต๊"
หม้อนี่ นี่เองงงงงง!!!!

……….


เรื่องของเรื่องคือ เมื่ออาทิตย์ก่อนไปช็อปปิ้งแบบจนๆ ชนิดที่ว่า จะซื้อซีอิ๊วขาวก็ต้องซื้อแบบสูตรสาม สูตรสี่ ที่มีความเค็มเจือจาง ซื้อไส้กรอกก็ต้องสั่ง
"เอาแบบถูกสุดขีดเดียวค่ะพี่"
ทำเอาป้าคนขายทำหน้าตาเสียดายหนังยางและถุงใส่ไส้กรอกแบบสุดๆ ส่วนฉันก็ต้องทำหน้าตาจ๋อยๆ ให้ป้าแกเอ็นดูในความจนไปตามระเบียบ


……….

แล้วระหว่างที่กำลังเดินจ๋อง หาของถูกในซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่อยู่นั้น สายตาของฉันก็หันควั่บไปเห็นมุมของเซลล์
พลังความจ๋องจึงสปีดขึ้นสู่ระดับสูงสุด แล้ววิ่งปรี่ไปพร้อมรถเข็นเข้าไปที่มุมนั้นในทันที
แล้วเหมือนเทพเจ้าแห่งหมู่เกาะโอกินาว่าท่านจะทรงเป็นใจ ประทานแกงกะหรี่ก้อนในราคาลด 50% ลงมาให้แก่ข้าน้อย
ว่าแล้ว ฉันจึงหยิบแกงกะหรี่ราคาถูกกล่องนั้นใส่รถเข็นแล้วรีบไปจ่ายเงินทันที

……….

เมื่อท่านผู้อ่านได้ทราบถึง ความอลังการของกะหรี่ก้อนกล่องนี้ของฉันแล้ว ก็คงจะอิจฉาในความเมตตาของเทพเจ้าแห่งหมู่เกาะโอกินาว่าที่มีต่อฉัน ไม่เป็นไรนะคะ ตอนนี้ฉันและท่านเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้นผ่าน facebook ยังไงฉันจะบอกท่านให้ลงมาโปรดชาวไทยกันบ่อยๆ 555555


เอ่า…แล้วนี่จะเล่าเรื่องกันอีกนานมั้ย ไม่เข้าครัวมั้ง 555 (เออค่ะ เข้าครัวก็ได้ค่ะ – – เสียงตอบจากตัวฉันเอง)

……….

ฉันไม่เคยทำแกงกะหรี่มาก่อนในชีวิต ดังนั้น แกงกะหรี่หม้อนี้ จึงเป็นเสมือนของบูชาเพื่อเซ่นไหว้ท่านเทพแห่งโอกินาว่าในฐานะท่านอาจารย์
ส่วนขั้นตอนใดๆ ทั้งหมดในการปรุงแกงหม้อนี้ของฉันนั้น 30% มาจากการอ่านบล็อกนู้น บล็อกนี้ในอินเตอร์เน็ต และอีก 70% ก็ "มั่ว" ล้วนๆ 5555


จากการตระเวนชิมแกงกะหรี่มาแล้วรอบกรุงเทพฯ ฉันค่อนข้างชัวร์ว่า แครอท และ มันฝรั่ง เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้แหงๆ ดังนั้นฉันจึงจัดทั้งสองสิ่งนี้มาอย่างละหนึ่งหัว ล้าง ปอก และหั่นให้เรียบร้อย…

(แถมมารู้เพิ่มจากในบล็อกของคุณ nokepee ว่าเค้าใส่หอมใหญ่กันด้วย แต่ฉันไม่ชอบกินอ่ะ 55555 ก็เลยไม่ใส่ซะงั้น)




ต่อมาก็คือ เนื้อหมู ที่ฉันซื้อมาจากตลาดนัดแถวบ้านเมื่อวาน ปริมาณ "1 ขีด" ถ้วน 555555555 โคตรจนเลย




และที่ขาดไม่ได้ก็คือ พี่กะหรี่ก้อนจากสรวงสวรรค์ ที่ฉันเห่อมากถึงขนาดที่ต้องถ่ายรูปเก็บเอาไว้ทุกซอกทุกมุม!




เมื่อส่วนประกอบทั้งหมดพร้อมเพรียงเป็นเสียงเดียว ขั้นตอนต่อมาก็คือการ ผัด!
เอาหมูน้อยหนึ่งขีดลงไปก่อน แล้วตามด้วยแครอทและมันฝรั่ง สีสวยจัง…



จากนั้นก็เอาก้อนกะหรี่จากแดนสวรรค์ลงไปผัดด้วยเพื่อให้มันฉู่ฉ่าเล่น 555




เมื่อรู้สึกด้วยตัวเองว่าเริ่มได้กลิ่นไหม้ ฉันก็เลยเทน้ำใส่ลงไปเพื่อกลบเกลื่อนความผิด 5555 (บ้า จริงๆ ทำแบบนี้น่ะถูกแล้ว)



จากนั้นก็เทแกงลงหม้อ แล้วก็คนและเคี่ยวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหิว ระหว่างนั้นก็ชิมไปปรุงไป
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอ่านมาหลายสูตรมากเกินไปหรือเปล่า เลยทำให้ระหว่างการเคี่ยวแกงนั้นฉันใส่ลงไปหมด ทั้งช็อคโกแล็ต, นม, นมเปรี้ยว (คือในบล็อกที่อ่านพี่เค้าใส่โยเกิร์ต แต่พอดีที่บ้านมันหมดพอดี เลยเอานมเปรี้ยวใส่แทน 555), แม็กกี้ลงไปอีกสามสี่ช็อต และที่เด็ดสุดก็คือ การใส่ชีสแผ่นลงไปในแกงกะหรี่ด้วย!!! 555555


(ฉันเริ่มรู้สึกว่า เทพเจ้าแห่งหมู่เกาะโอกินาว่าน่าจะเริ่มตะหงิดๆ ในใจแกแล้วล่ะ 555)


แต่ไม่ว่ารสชาติแกงกะหรี่หม้อนี้จะพิลึกกึกกือขนาดไหน มันก็เดินทางมาจนถึงขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือ การตักกิน 555
ซึ่งฉันนั้นก็ได้ลัดคิว ชิงสุกก่อนห่าม ตักแกงราดข้าวมาก่อนวัยอันควร เลยทำให้แครอทและเนื้อหมูน้อยยังไม่ค่อยเปื่อยเท่าไหร่
แต่มันฝรั่งนุ่มนิ่มรสชาติดีชะมัด ทานแล้วอยากจะร้องดังๆ ว่า
… “อุเหม่ๆ (うまい!)” …



น่ากินใช่มั้ยล่าาาาาาา…




ตอนนี้ฉันคิดว่าแกงกะหรี่หม้อนี้น่าจะยังมีชีวิตอยู่ได้อีกถึงสามสี่วัน
ซึ่งระหว่างการอุ่นในแต่ละวันนั้น ฉันก็วางแผนเอาไว้ว่าจะใส่เครื่องปรุงลึกลับลงไปซักวันละอย่าง
เพื่อทดลองดูว่ารสชาติมันจะ “อุเหม่” ขึ้นขนาดไหน 555


เอาไว้ถ้าฉันยังว่างๆ อยู่บ้านเพราะยังหางานทำไม่ได้ จะหาเมนูพิสดารมานำเสนอในบล็อกอีกนะคะ ^^

………….

ปล. ก่อนจะออกไปรบกวนโค้งคำนับหนึ่งที และเปล่งเสียง “อุเหม่เดสึก๋า” เพื่อเป็นเกียรติแก่เทพเจ้าโอกินาว่าด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
ปล 2. ถ้ามีใครทำจริงฉันรักตายเลย 55555555555

ด้วยรักและเคอรี่
นิดนก*



★ชวนกันไปดูเทศกาลหนังญี่ปุ่น…“Yunagi City, Sakura Country”

21/03/2009 § Leave a comment

ตั้งแต่สอบเอนท์เสร็จเมื่อสี่ปีก่อน ก็ลืมรายละเอียดยิบย่อย ตัวเลขยึกยือ ชื่อเมือง และชื่อคนเป็นร้อยในหนังสือสังคม และประวัติศาสตร์สงครามโลกไปหมดสิ้น

จะจำได้ก็แค่เรื่องใหญ่โต อย่างระเบิดปรมาณูที่สหรัฐฯ ขนใส่เรือบิน “เด็กอ้วนกับชายน้อย” หรือ “เด็กน้อยกับชายอ้วน” (อะไรทำนองนั้น) ไปเขวี้ยงใส่เมืองฮิโรชิม่า และนางาซากิ แรงระเบิดก่อให้เกิดความร้อนที่อุณหภูมิมหาศาล (ที่ฉันไม่ทราบเป็นหน่วยเซลเซียส – – หรือจะเป็นหน่วยอื่นก็ไม่ทราบค่ะ) เมื่อวันที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้ นักบินชื่ออะไรก็ไม่รู้…

แทบไม่หลงเหลืออะไรเลยจากการท่องจำประวัติศาสตร์ครั้งนั้น รู้แค่เพียงว่า ตอนนั้นอ่านหนังสือแล้วเห็นใจญี่ปุ่นจัง อยู่ดีๆ ก็โดนบึ้มทำเอาคนตายไปหลายแสน แต่ก็ไม่ได้เกลียดอเมริกา เพราะตอนหลัง ในหนังสือเรียนก็มาหักมุมว่า อเมริกานี่แหละ ที่ไปช่วยทำให้ญี่ปุ่นพัฒนาแบบก้าวกระโดดขึ้นมาได้แบบทุกวันนี้

จากผู้ร้าย กลายมาเป็นพระเอก…ว่างั้น

ตอนนั้นคิดว่า รู้ไปก็เท่านั้น เพราะฉันเองก็ไม่ได้ใส่ใจว่าชาติไหนเขาจะเป็นยังไง ก็หนังสือเรียนเขาก็บอกเอาไว้แค่นั้นนี่หว่า แถมตอนนี้ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ เค้าก็คืนดีกันแล้ว ญี่ปุ่นเองก็ดูมีความสุขดี ประเทศเค้าเจริญจะตาย แถมยังชอบส่งดาราหน้าใสมาให้สาวไทยกรี๊ดๆ กันอีก คิดไปว่า ช่างเขาเถอะ ไม่ต้องไปเข้าใจเขาหรอก ประเทศตัวเองหรือก็เปล่า…

นี่ฉันคงเป็นเหยื่อของระบบการศึกษา และตำราเรียนของไทยเข้าจริงๆ

จนวันนี้ ได้เข้าไปดู “Yunagi City, Sakura Country” (Town of Evening Calm, Country of Cherry Blossoms) หนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่น ปี 2009 ที่ยกเอา “ซากุระ” มาเป็นธีมสำหรับเลือกหนังมาฉาย ก็เลยทำให้ฉันได้มีโอกาสสังคายนาความรู้ และทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นเสียใหม่

เหตุผลหลักที่นำฉันไปยืนต่อคิวยาวเฟื้อยเพื่อรับตั๋วหนังเรื่องนี้ คือ เพราะมันเป็น “หนังญี่ปุ่น” และอีกประการสำคัญคือ เพราะ “เรนะ ทานากะ” (Tokyo Marigold, A day on the Planet และ ยัยตัวร้ายเวอร์ชั่นซีรีส์ญี่ปุ่น) ฉันไม่ได้อ่านเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้มาก่อนดู เป็นแนวอะไรก็ไม่รู้ ผู้กำกับเป็นใครไม่รู้จัก แค่รู้ว่ามีเรนะอยู่ในหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้ ก็พอแล้วล่ะที่จะเข้าไปนั่งดู
 

หนังเล่าเรื่อง “หลัง” เหตุการณ์ทิ้งระเบิดที่เมืองฮิโรชิม่า แน่นอนว่าตัวละครทุกตัวคือ ผู้ “รอด” ชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เมืองที่กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ผู้คนก็กลับมาใช้ชีวิตประจำวันเหมือนทุกๆ วันที่ผ่านมา ทุกอย่างเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ภายใต้ความเงียบงัน และความสุขสงบเหล่านั้น มันยังมีความทุกข์เศร้าหลงเหลือ

เพราะมันเป็นหนังญี่ปุ่น ที่ถูกสร้างมาจากนิยายภาพของคนญี่ปุ่นอีกเหมือนกัน ดังนั้น มันก็คงสามารถเป็นตัวแทนของ “ประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนโดยผู้แพ้” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็มักจะเขียนให้ตัวเองอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำ ฝ่ายตรงข้ามคือผู้ร้ายที่มารังแกเราอย่างไม่มีเหตุผล และพรรณนาความทุกข์ยากที่ได้รับจากการถูกกดขี่ครั้งนั้น

แต่เท่าที่ฉันรู้สึก หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีเจตนาดังที่กล่าวมาทั้งหลายข้างต้น แต่มันกลับสวนกระแสด้วยการ ประกาศความยิ่งใหญ่ของความเป็นชาติญี่ปุ่น ออกมาแบบ ชัดเจน สุดๆ


หนังไม่มีฉากฟูมฟาย ร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิต หรือสวดอ้อนวอน ตัดพ้อพระเจ้าทำนองว่า เรื่องแบบนี้ทำไมต้องเกิดขึ้นกับฉัน หากแต่มันแสดงให้เห็นถึง “ความพยายามที่จะมีชีวิต” ของผู้คนที่เหลือแค่ลมหายใจติดตัวท่ามกลางซากเมืองที่ยับเยิน ฉากการอาบน้ำใน “เซนโต” (ห้องอาบน้ำรวมของญี่ปุ่น) เราได้เห็นบาดแผลเล็กบ้างใหญ่บ้าง ปรากฏบนร่างเปลือยเปล่าของผู้หญิงทุกคนในนั้น ทำให้เรารู้ว่า เรื่องในวันนั้นมันลืมกันไม่ได้ง่ายๆ

นอกจากแผลเป็นบนร่างกาย ที่เป็นเสมือนไทม์แมชชีนพาเจ้าของแผลข้ามเวลากลับไปทุกครั้งที่มองเห็นมันแล้วนั้น ยังมี “บาดแผลที่มองไม่เห็น” เป็นกากตะกอนเคมี ผลกระทบที่แม้แต่ผู้สร้างเองก็นึกไม่ถึง ซ่อนตัวอยู่ในชีวิตของผู้รอดทั้งหลาย และเมื่อถึงวันที่มันแสดงพลานุภาพ ก็จะมีจำนวนเหยื่อของสงครามเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชีวิต สิ่งนี้เองที่ทำให้สงครามไม่เคยจากไปไหน ความเศร้าสร้อยยังคงไหลเวียนอยู่ในระบบเลือด แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น หนังก็ยังทำให้เรารู้สึกอยู่ดีว่า ถึงจะอย่างไร ก็ต้องตั้งหน้าตั้งตามีชีวิตอยู่ต่อไป…


และด้วยลักษณะของคนญี่ปุ่นที่เป็นพวก “เก็บความรู้สึก” ทำให้ทุกคนรู้สึกว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะฟูมฟาย การพยายามอย่างหนักเพื่อทำวันพรุ่งนี้ให้ดีกว่า คือสิ่งที่ทุกคนพึงกระทำ

หนังเรื่องนี้จึงไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเรียกร้องให้ใครสงสาร หรือเห็นใจเหยื่อสงคราม และคนญี่ปุ่น แต่มันกลับบอกถึงความภาคภูมิใจ ของความพยายามที่จะมีชีวิตของผู้ที่ยังอยู่ เพื่อสนองคำสั่งเสียของผู้ที่จากไปก่อนที่ว่า “มีชีวิตที่ยืนยาวเพื่อฉันนะ” และการเปรียบชีวิตกับต้นซากุระ ที่แม้ความหนาวเหน็บแห้งแล้ง จะทำให้พวกมันเหลือเพียงกิ่งก้านว่างเปล่า แต่เมื่อความอบอุ่นเข้ามาเปลี่ยนผลัด ดอกสีขาว สีชมพูก็จะค่อยๆ ออกช่อผลิบานจนเต็มต้น เป็นสัญญาณที่บอกถึงการ “เริ่มต้นใหม่”


ดังนั้น สำหรับฉัน การเลือกหนังเรื่องนี้มาเป็นหนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นปีนี้ จึง “เหมาะสม” ที่สุดแล้วสำหรับการทำหน้าที่บอกความคิด ลักษณะนิสัย และอุดมการณ์ความเป็นชาติ มันคือการประกาศความภาคภูมิใจในชาติ ให้คนต่างชาติที่เข้าไปชมหนังได้รู้สึก

เหมือนเรากำลังได้ยินเสียงตะโกนดังๆ มาจากหมู่เกาะที่ใครก็เรียก “แดนอาทิตย์อุทัย” ได้ความว่า


“นี่แหละ ฮิโรชิม่า เมืองแห่งแสงอบอุ่นในยามโพล้เพล้”
“นี่แหละ ญี่ปุ่น ประเทศแห่งดอกซากุระที่เบ่งบาน”



“นี่แหละ ประเทศของพวกเรา”



…(อันนี้เสริม พอดีเพิ่งนึกขึ้นได้ค่ะ)…

เคยอ่านบทความของ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ที่เขียนเอาไว้เกือบสิบปีก่อน) พูดเกี่ยวกับเมืองฮิโรชิม่า ว่าคนญี่ปุ่นเองเนี่ย ถ้าเลี่ยงได้ก็พยายามเลี่ยงคนจากเมืองนี้อยู่เหมือนกัน เพราะไม่แน่ใจใน “สารตกค้าง” เลยทำให้คนในเมืองนี้ก็จะแต่งงานกันเอง แล้วก็มีครอบครัวกันภายในเมือง ซึ่งประเด็นนี้ก็มีแทรกอยู่ในหนังเหมือนกันนะคะ…

อ้อ อายาเสะ ฮารุกะ (ผู้มีแตงโมเป็นของตัวเอง – – ขวัญใจของผู้เขียน) เป็นคนฮิโรชิม่านะ…เอ๊ะ แล้วจะบอกทำไม?


…………………

(เรื่องเล่าระหว่างหนัง…)


เรื่องมันมีอยู่ว่า ที่นั่งข้างๆ ฉันเป็นหนุ่มญี่ปุ่นหัวใจโลนลี่คนหนึ่ง และถัดไปจากนั้นก็เป็นคุณลุงแซม เข้าของเดอะวีคเคสท์ ฮาร์ท เราสามคนจึงนั่งติดกันโดยที่ต่างคนต่างก็มาคนเดียว (และคนจะเชื้อชาติด้วย)

ตอนท้ายๆ เรื่อง มีเสียง ติ๊ดๆๆๆๆ ดังขึ้นมา ฉันเข้าใจว่าน่าจะเป็นเสียงนาฬิกาข้อมือที่ใครซักคนตั้งเอาไว้ ที่ฉันเองก็ไม่รู้ตัวเจ้าของ

จนพี่หนุ่มปลาดิบแกคงทนไม่ไหว หันไปข้างๆ หาคุณลุงแซม เพื่อจะบอกให้ช่วยทำอะไรกับเสียงที่มาจากตัวแกที

แต่…คุณลุงแซมแกหลับอยู่



ก็เลยกลายเป็นว่า ลุงแซมแกมาปล่อยระเบิดเวลาเอาไว้ ทำเอาพี่ยุ่นหัวเสีย ส่วนฉันผู้เป็นคนไทย…นั่งหัวเราะอยู่ข้างๆ ^^*


…………………………….

ถ้าใครอ่านแล้วสนใจ หนังเรื่องนี้จะมีฉายอีกรอบนะคะ วันอาทิตย์นี้ (22 มีนาคม) รอบเวลา 16:45 น.
ที่โรงภาพยนตร์ SF World Cinema เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 7 ค่ะ
อ้อ…เข้าชม "ฟรี" นะคะ แค่ต้องไปต่อคิวรับบัตรก่อนหนังเริ่มหนึ่งชั่วโมง (ซึ่งคิว ยาววววว มาก)

…………………………….

แด่ภาพยนตร์ ซากุระ และ สันติภาพ

นิดนก*

Rhythm of the Rain…*

19/03/2009 § 2 Comments

…………….

หลังจากเมื่อวาน ได้เขียนบล็อคที่ว่าด้วย เม็ดฝนที่กำลังร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า
เพราะกำลังอินกับอากาศเย็นๆ ชื้นๆ ที่มาพร้อมกับฝนที่ตกเมื่อคืนนี้

วันนี้ตอนบ่าย ขณะกำลังนั่งดูหนังอยู่ที่บ้าน
ก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นคุ้นๆ กับบรรยากาศทึมๆ เทาๆ ที่ด้านนอก
และยังไม่ทันที่จะคิดเดาว่าอะไรจะเกิด

"ซู่…!!!"

…ฝนชุดใหญ่ก็ไหลเทลงมาจากข้างบน…

ปกติเป็นคนไม่ค่อยชอบฝน แต่ไม่รู้ทำไม ช่วงนี้ถึงได้หวั่นไหวกับฝนหลงฤดูพวกนี้นัก
เพราะอย่างนั้น ก็เลยปรี่เข้าห้อง ไปหยิบกล้องคู่ใจ ออกมาเก็บภาพเม็ดฝนในช่วงที่กำลังอินเป็นพิเศษ…

เอาไว้เผื่อวันไหนที่เบื่อเจ้าหยดน้ำพวกนี้ จะได้หยิบภาพมาดู และนึกขึ้นได้ว่า


…ครั้งหนึ่ง ฉันเคยตกหลุมรัก "เม็ดฝน" อย่างหัวปักหัวปำ…

………………..


Polaroid Rain…*


hit the ground*


chaos…


Rhythm of the falling rain*


Falling Slowly…


tired

(ภาพสุดท้าย ไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่ ถือซะว่าแถมค่ะ ^^)

[ทุกรูปโดย: Nikon D50s]

………………

ขอบคุณทุกเม็ดฝนที่กระเด็นมาโดนกล้องของฉัน

นิดนก*
19 – March – 2009

今、雨がふっています。:: ณ ขณะ ฝน*

18/03/2009 § Leave a comment


……..

朝から雨がふっています。
ตั้งแต่เมื่อเช้ามานี้…ฝนตกตลอดเวลาเลย


ฉันเรียนประโยคนี้เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ด้วยความ “ไม่อิน” เป็นอย่างยิ่ง เพราะสภาพในเมืองไทย และในห้องเรียน ที่ร้อนจนต่อมพิทูอิทารีแทบจะขอกระโดดออกมาในท่าซัมเมอร์ซอลท์ ทำให้ในตอนนั้น ฉันนึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่า ไอ้บรรยากาศเวลาที่ฝนตกน่ะ มันเป็นยังไง…

……..

今、雨がふっています。
ตอนนี้…ฝนกำลังตกอยู่…

ค่ะ…ตอนนี้ฝนกำลังตกอยู่ ฉันไม่แน่ในว่าที่พิกัดอื่นจะกำลังหนาวๆ ชื้นๆ อยู่เหมือนฉันหรือเปล่า แต่ที่ย่านจรัญสนิทวงศ์ ณ กรุงเทพฯ ฉันกำลังนั่งฟังเสียงเม็ดฝนกระทบกับกันสาดที่ระเบียงห้อง ส่งเสียงดัง…

คะรัง…คะรัง… (ฉันพยายามถอดเสียงมาได้ประมาณนี้ล่ะ)

เพราะอากาศเป็นใจ ทำให้ฉันนึกกลับไปถึงวันนั้น ที่อาจารย์สอนว่า รูป います มันบอกว่าสิ่งนั้น มันกำลังเกิดขึ้น กำลังเป็นอยู่ ถ้าเป็นการกิน ก็หมายถึงกำลังสวาปามอยู่ ถ้าเป็นกริยา นอน ก็เห็นภาพว่าคนนั้นกำลังกรนอย่างเมามัน

แต่ถ้าเป็นฝนตก ก็คงหมายถึง “ณ ขณะที่ฝนตก”

……………..
 


ถ้าคิดว่า มีเม็ดฝนหนึ่งเม็ดกำลังนั่งอยู่ในท่าเตรียม กำลังจะออกตัว กระโดดเด้งลงมาจากเมฆสักก้อน ช่วงเวลาที่เราจะเรียกมันว่า “ฝน” ก็คงเป็นการเดินทางระหว่าง ก้อนเมฆกับพื้นดิน นี่แหละ

ระยะทางเหมือนจะห่างไกล…แต่ใช้เวลาแค่แป๊บเดียวเอง

ก่อนหน้าที่มันจะเป็นฝน มันก็เป็นแค่ก้อนเมฆท้องแก่สีเทา ที่กำลังทำหน้าดุใส่ทุกคน และหลังจากที่มันคลอดน้ำใสๆ ออกมาแล้ว เม็ดฝนจำนวนอินฟินิตี้เหล่านั้น ก็จะกระโดดลงมาอย่างร่าเริง พร้อมส่งเสียง “ฮูเร!” ลงมาตลอดทาง (ลองเงี่ยหูฟังสิ ได้ยินจริงๆ นะ) และสุดท้าย มันก็จะไปจบลงที่ใดซักแห่ง

ถ้าโชคดีหน่อย ก็จะได้กลับไปรวมตัวกับรุ่นพี่ที่แม่น้ำ ลำคลอง หรือว่าเขื่อนใหญ่ๆ ซักแห่ง ส่วนบางหยด อาจจะลงไปจ๋อมอยู่ในโอ่งที่บ้านใครซักคน แต่ถ้าโชคร้ายหน่อย ก็คงลงไปขังเป็นแอ่งอยู่ตามหลุมตามบ่อ รอคอยให้มนุษย์ผู้โชคร้ายวิ่งมาเหยียบ และโดนน้ำดำๆ กระเด็นไปเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า และลงท้ายด้วยการสบถอะไรหยาบคายออกมาซักคำ

เห็นไหมว่า ช่วงเวลาที่สวยงาม และมีความสุขที่สุด ก็คือตอนที่กำลังทิ้งตัวล่องลอยอยู่ในอากาศนี่แหละ


ถ้าอธิบายให้เห็นภาพ “ฝน” ในช่วงที่สวยงามที่สุด ก็คงเป็นเส้นขีดๆ เฉียงบ้าง ตรงบ้าง ที่เห็นกันบ่อยๆ ในภาพวาดของเด็กชั้นประถม (และภาพวาดปัจจุบันของฉันด้วย 555)

ฝนที่ตกเป็นขีดๆ คือช่วงสั้นๆ ของความสุข หลายครั้งที่คนเราชอบที่จะมองขึ้นไปหาเมฆอ้วนผู้ไม่เป็นมิตร และคาดเดา หรือทำนายกันยกใหญ่ว่าวันนี้ฝนต้องตกแน่ๆ เลย หรือไม่ เราก็ชอบที่จะมองน้ำที่ขังอยู่ตามหลุม ตามบ่อ หรือไม่ก็ตักน้ำในโอ่งมาดื่มกิน

แต่เราลืม “มอง” ช่วงเวลาที่ “ฝน” สวยงามที่สุดไปเสียสนิท

……….


แต่เพราะแรงดึงดูดของโลกที่มีค่าประมาณสิบ ที่ทำให้ช่วงเวลาดีๆ เหล่านี้มันสั้นลงไปถนัดตา ทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าช้าหรือเร็ว ก็ต้องจบสิ้นลง ไม่มีข้อแม้ว่ามันจะเคยสวยงามหรือสดใสขนาดไหน

ระยะทางจากก้อนเมฆจนถึงพื้นดิน ก็เลยกลายเป็นการเดินทางที่น่าจดจำที่สุดในช่วงชีวิตสั้นๆ ของเจ้าเม็ดฝน
 

พวกมันคงดีใจ ที่ครั้งหนึ่ง หลังจากลืมตาออกมาจากท้องคุณแม่เมฆขี้หงุดหงิด ได้ลองออกเดินทางไกลพร้อมกับเพื่อนๆ กระโดดลงมาเพื่อเพ่งสายตามองออกไปเห็นทิวทัศน์ข้างล่างที่สวยงาม และเปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อยๆ

ยิ่งมาไกลเท่าไหร่ ภาพที่เคยเบลอ และเลือนราง ก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น มันคงได้เห็นสิ่งแปลกตา ตื่นใจ สิ่งที่ทำให้หัวใจของมันเต้นเร็วและแรงด้วยความปิติยินดี ก่อนที่จะลดความเร็วลง ความสนุกสนานที่เคยมีเริ่มจางหาย และต้องทิ้งตัวลงไปเป็นของเหลวที่ใครๆ เรียกกันว่าน้ำ…

……….

ฉันเชื่อว่า แม้เม็ดฝนเหล่านั้นจะกลายเป็นน้ำ สสารที่ใครๆ ก็ชื่นชมว่ามันอ่อนน้อมถ่อมตน และรู้จักปรับตัวเป็นที่สุด มันก็ยังคงจะจดจำช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดครั้งนั้นได้

แม้ว่าอายุของมันจะมากขึ้น และภาระหน้าที่ในการไหลไปตามวัตถุที่มันสังกัด ดูจะบีบรัดชีวิตของมันจนดูน่าเบื่อเต็มที…

…แต่เชื่อเถอะ ความทรงจำดีๆ ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเม็ดฝนน่ะ ไม่เคยหายไปไหนหรอก…

.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.

แด่…ชีวิตวัยรุ่นวัยเรียน และ ‘Be with you’

นิดนก*

:: a day 18 March 2009 on the planet ::


★ความจำสั้น แต่รักฉันยาว: ฉัน และความทรงจำกับ “คุณป้า” สามคน

08/03/2009 § 3 Comments

เสียน้ำตาอีกแล้ว…

ฉันนั่งปาดน้ำตาป้อยๆ หลังชม "Best of Time: ความจำสั้น แต่รักฉันยาว” จบ โดยมีเสียงเพลงจากพี่เบิร์ด และสีสันสดใสของเครดิตท้ายหนังฉายอยู่เป็นเพื่อนกัน

ฉันขอแบ่งน้ำตาเป็นสามส่วน ซีกแรกฉันยกให้หนัง โดยเฉพาะความรักของลุงป้า
ส่วนอีกสองส่วน ฉันขอมอบให้ผู้หญิงสูงวัยอีกสองคน…

……….,,


ป้าสมพิศแอบหนีลูก เพื่อไปหาลุงจำรัสผู้เป็น “แฟน” ของแก ไกลถึงชุมพร ที่นั่น สองลุงป้าได้อยู่ด้วยกัน เหมือนกับย้อนเวลากลับไปเป็นหนุ่มสาว

ความรัก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน กับใคร ย่อมทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวย และมีพลัง

น่าเสียดายที่เวลาแห่งความสุขเหลือน้อยลงทุกที เพราะนอกจากป้า “พิซซ่า” กำลังลังเลใจว่าจะไปอยู่อเมริกาพร้อมลูกหลานดีหรือไม่ ลุง “อังเคิลเจ” ก็ดันมาป่วยเป็นอัลไซเมอร์ และกำลังจะค่อยๆ สูญเสียความทรงจำ

พูดง่ายๆ ว่า มีให้เลือกอยู่สองทาง “จากตัว” กับ “จากจำ” …

แต่สุดท้ายลุงป้าก็หาทางเลือกให้ความรักของแกได้ แถม “อังเคิลเจ” ยังทิ้งประะโยคเท่ๆ เอาไว้ให้หลานๆ ที่นั่งดูอยู่ได้กรี๊ด

“จากกันตอนที่ยังจำกันได้ดีกว่า…”


 ……….,,

ป้าอีกคนแอบหนีลูก เพื่อไปหา “แฟน” ของแกไกลถึงเมือง “สุราษฎร์” โดยบอกลูกว่าจะไปเที่ยวที่ชุมพร ทันทีที่ป้าได้พบกับคนที่แกตั้งใจไปหา พูดคุยกันได้ไม่กี่คำ แกก็ล้มลง แน่นิ่ง…และทิ้งลมหายใจสุดท้ายไว้ที่นั่น

ป้าคนนั้น…แม่ฉันเอง

จึงไม่น่าแปลกใช่ไหม ที่ฉันจะร้องไห้หนักๆ ให้กับหนังเรื่องนี้ ฉันแอบนึกภาพแม่เป็นป้าสมพิศ และคิดว่า ถ้าแม่ได้อยู่กับ “แฟน” นานๆ อย่างป้าสมพิศบ้างก็คงดี

แต่ถึงแม้ช่วงเวลานั้นจะสั้นๆ ยังไม่ทันข้ามวัน แต่ฉันก็คิดเดาเอาเองว่า แม่ฉันมีความสุขแล้วล่ะ แกได้ไปในที่ที่อยากไป ได้เจอคนที่อยากเจอ แม้จะเพียงชั่วครู่

นั่นคงเป็นความทรงจำสุดท้ายที่เป็นสุข….

“แม้ได้จำแล้วต้องจาก ดีกว่าจากโดยไม่ได้เจอ”


……….,,

ป้าคนที่สาม เป็นอาซิ้มที่มาดูหนังกับอาเฮีย ทั้งสองคนนั่งที่นั่งถัดจากฉัน ซิ้มพูดเก่ง แกพูดคุยตลอดเวลาที่หนังตัวอย่างฉาย พอพูดหนักเข้าแกก็ไอแค่กๆ แล้วแกก็พูดต่อ โดยมีอาเฮียคอยรับฟังอย่างเดียว ไม่ปริปากเถียง

แม้ในขณะที่หนังฉาย ซิ้มก็ยังพูดคุย และออกความเห็นเป็นระยะ บางทีซิ้มก็จะแสดงอารมณ์แปลกใจออกมาเสียงดังๆ เช่น “อุ๊ย ดูคิ้วมันสิ”

ดูเหมือนฉันจะเซ็งซิ้มแกใช่ไหม?

แรกๆ ฉันยอมรับว่าเซ็ง แต่ย่ิงนานไป เรื่องราวในหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ฉันกลับอุ่นใจ ที่มีซิ้มนั่งอยู่ข้างๆ

รู้สึกเหมือน มีทั้ง แม่ และป้าสมพิศ มาดูหนังเป็นเพื่อน

การได้นั่งติดกับคนสูงวัยกว่า (มากๆ) ในการดูหนังที่เล่าเรื่องของคนสูงวัย “ใกล้ม้วย” นั้น ช่วยให้เรา “เข้าใจ” หนังมากขึ้นอีกโข ในฉากที่เล่าเรื่องของสองลุงป้า ฉันรู้สึกว่าซิ้มแกกลมกลืนเข้าไปกับตัวหนัง ซิ้มนั่งนิ่งเงียบและตั้งใจดู ยิ่งเวลาที่เป็นเสียงเพลงเก่า แม้ไม่ได้หันไปมอง ฉันก็รู้สึกว่า


ซิ้มกำลังยิ้ม…



(ที่ว่ามาทั้งหมดแทบไม่เกี่ยวกับหนัง งั้นขอรีวิวแยกส่วนออกมาแทนแล้วกันนะคะ ^^)


……….


ตอนแรกรู้สึกแปลกๆ กับการแสดงของลุงจำรัส แล้วก็ป้าสมพิศ แต่พอดูไปนานๆ และเอาประสบการณ์เข้ามาช่วย ก็เริ่มชิน และคล้อยตาม เพราะบางที คนแก่ๆ เขาจะมีลักษณะการพูด และท่าทางแปลกๆ ที่ดูไม่ชินตา

เลยทำให้รู้สึกว่า ลุงจำรัสแกเท้เท่…

อย่างนึงที่เสียดายคือ ภาพ คือด้วยตัวบท และอารมณ์ทั้งหมดของหนังมันดีอยู่แล้วล่ะ แค่ภาพที่ได้จากการบันทึกระบบดิจิตอลมัน “กระด้าง” เกินไปกับหนังอารมณ์รักแบบนี้ แต่สำหรับบางฉาก ที่เป็นซีนอารมณ์หรือฉากสำคัญ ผู้สร้างก็แต่งสี และใส่ความประณีตเข้าไปเยอะ แต่กับบางฉากก็ละเลยเกินไป จนมันไม่ต่อเนื่อง

ถ้ามันได้ถูกถ่ายด้วยฟิล์ม ก็คงจะให้ภาพที่มีชีวิตชีวากว่านี้…

และถ้าใครได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้มากกว่าสองรอบ ก็สบายใจได้เลยว่า คุณได้ดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว (ฮา) เพราะว่าตัวเนื้อเรื่องมันถูกเล่าไปหมดแล้วล่ะในตัวอย่างหนัง บอกทั้งจุดวิกฤต จุดคลี่คลาย และไดอาล็อกบางช่วงที่สำคัญๆ

แต่…

ถึงอย่างนั้นแล้วก็ต้องไปดูนะ เพราะสิ่งที่น่าสนใจ และเป็นเสน่ห์ของหนังไม่ได้อยู่ที่เนื้อเรื่องที่เดาได้ แต่มันคือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บทสนทนาที่ชวนให้เอากลับไปคิด และการทิ้งสัญลักษณ์บางอย่างให้เรากลับบ้านไปตีความ ซึ่งไอ้ของแทรกพวกนี้เอง ที่มันใกล้ตัวเราเหลือเกิน และฉันว่ามันเป็นข้อเก่งของค่ายนี้เขาล่ะ

ฉันชื่นชม GTH ในแง่ที่เอาหลักการโฆษณา หัวข้อ ‘Consumer Insight’ มาใช้ในบทภาพยนตร์ได้อย่างแนบเนียนและร้ายกาจ เริ่มตั้งแต่ “แฟนฉัน” แล้ว ใครที่บอกว่าดูแล้วอิน ก็เพราะเราล้วนเคย “ผ่าน” วัตถุ คำพูด หรือเหตุการณ์ที่เหมือน คือคล้ายกันในหนัง ในความจำสั้นฯ ก็เหมือนกัน เพลงฮิตของพี่ตูน, เดอะ เบรน, Hi5 และ โปรแกรมแชท msn คือสิ่งที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาดูหนังเรื่องนี้

มันไม่ได้ถูกเอามาใช้แบบทื่อๆ หากแต่มันถูก “เพิ่มมูลค่า” โดยใส่ความหมาย ใช้เป็นตัวเดินเรื่อง เป็นสัญลักษณ์ของอะไรซักอย่างให้คนเอาไปตีความ มันเป็นการเอาสินค้าที่คน “อิน” มาเป็นตัวช่วย “ขาย” หนัง แถมบางทียังช่วยทำให้หนังมีเสน่ห์มากขึ้นด้วย

และก็ตามฟอร์มของค่ายฟีลกู้ด นี้เช่นเดียวกัน ที่จะต้องเปิดมหกรรม “ยำศิษย์เก่า” ที่เข็นกันมารับบทเล็กบ้าง ใหญ่บ้างในแต่ละภาคส่วนของหนัง ซึ่งสำหรับฉัน กลับอุ่นใจนะ เพราะถ้าขาดมุกนี้ไป คงคิดว่ามาดูหนังผิดเรื่อง 555

ร้อยแปดประการที่พล่ามมา ก็ไม่ได้มีเจตนาจะเชียร์ หรือแช่งหนังเรื่องนี้แต่อย่างใด แค่แสดงความคิดเห็นเล็กน้อยค่ะ ซึ่ง ถ้าไม่ได้เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ก็คงไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าเข้าไปดู ก็คงไม่ได้ช่วยลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว หรือทำให้อัตราการเกิดลดลงหรือเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ก็แค่อมยิ้มเล็กๆ หรือเสียน้ำตาเล็กน้อยด้วยความสุขใจ เท่านั้นเอง…

…………….

เนื่องจากเมื่อตอนฝึกงาน ได้มีโอกาสไปกองถ่ายหนังเรื่องนี้พอดีเลย
และเพราะตอนนั้นตัวขึ้นขน ก็เลยไม่ได้เอามาลงบล็อก
ก็ถือโอกาสฉลองที่หนังเข้า และฉันได้ไปดูเรียบร้อยแล้ว เอารูปมาลงแทนก็แล้วกันนะคะ
(555 แก้ตัวชัดๆ)

"ป้าพิซซ่าและอังเคิลเจ"

"สะพานลอยรูปหล่อ"

"ถ้าไม่บอกคงคิดว่าเป็นหนังของสมอลรูม 555"


"ญารินดา…สาวเท่เสมอต้นเสมอปลายในสายตาของฉัน"

"พี่สิน"

"สวนทุเรียนยามเย็น"

สุดท้ายแล้วค่ะ

+++++++++++++

ด้วยบล็อกที่ไม่สั้นของคนสันหลังยาว

นิดนก*


★Detroit Metal City: ฟัง “ป็อบ” ในหนัง “ฮาร์ดคอร์”

06/03/2009 § Leave a comment


“ผมว่า ถ้าจะทำหนังจากมังงะ ก็ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของคนในวงการนั้น เพราะเขารู้จักมันดีกว่าเรา ผมเบื่อเพราะว่ามันกำลังกลายเป็นเทรนด์ สถานีโทรทัศน์ และบริษัทหนังใหญ่ๆ อย่างโตโห ชอบทำหนังแบบนี้ เพราะว่ามันขายได้ มันจะฮิต โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น”


นี่เป็นความเห็นแรงๆ ของ “ซาบุ” ผู้กำกับหน้าตาย (ที่ฉันว่าหน้าแกคล้ายพี่ปลาคาร์ฟ ตลกคาเฟ่ซักคณะ) ที่เคยทำหนังอย่าง Postman Blues, Monday หรือ Dead Run เขาให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อซักสี่หรือห้าปีก่อน ถึง “เทรนด์” การทำหนังที่แปรรูปมาจาก มังงะ หรือการ์ตูนเล่มๆ ในญี่ปุ่น ซาบุต่อต้านระบบนี้ในประเทศบ้านเกิด จนถึงขั้นต้องหอบผ้าหอบผ่อนหนีไปพักใจอยู่ที่เยอรมันตั้งหลายปี (จริงๆ แล้วเขาได้ทุนไปเรียนด้านหนังน่ะ 555)

(เอาไว้ในบล็อกหน้า ฉันจะเอาบทความเกี่ยวกับผู้กำกับคนนี้ ที่เพิ่งตีพิมพ์ส่งอาจารย์ (ฮา) มาลงไว้ที่นี่แล้วกันนะคะ จะได้รู้จักพี่ปลาคาร์ฟมากขึ้น)


แต่ถ้าเอาเรื่องรายได้มาเป็นตัวตั้ง ก็ไม่น่าแปลกหรอกที่พวกสตูดิโอทั้งหลายจะนิยม “หนังมังงะ” เพราะพวกมันมักเข้าไปครองอันดับต้นๆ ใน Box Office ของญี่ปุ่นได้แทบทุกครั้ง ดูได้จากความสำเร็จของ 20th Century Boys ทั้งสองภาคที่กวาดรายได้มหาศาล, หนังใบสั่งฆ่า Ikigami ก็ใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่ และหนังที่ฉันจะเล่าถึงในคราวนี้ Detroit Metal City ก็ทำซ่าด้วยการทำรายได้เปิดตัวเป็นอันดับสอง (เมื่อราวๆ เดือนกันยายนปีที่แล้ว) เป็นรองแค่เพียง Ponyo ที่ค่ายจิบลิส่งเข้าประกวด



Detroit Metal City เป็นมังงะที่ดังถล่มทลายในญี่ปุ่น และเคยทำเป็นอนิเมชั่นมาแล้ว แต่ฉันไม่เคยทั้งอ่าน และดู มาก่อน มารู้จักเจ้าเรื่องนี้ครั้งแรกก็ในไบโอฯ เล่มล่าสุด (ปกเหลืองแปร๊ด แถมมีบทความที่ฉันเขียนด้วย [เล็กๆ] 555) ไอ้คำโฆษณาที่บิ๊วว่ามันเป็น “หนังที่เราอยากดู” ก็ไม่ได้ช่วยเท่าไหร่ แต่ติดใจภาพประกอบ ที่เป็นตัวอะไรซักอย่างน่ากลัวๆ กำลังเต้นฮัดช่าส์ กับหนุ่มเจี๋ยมเจี้ยม ก็เลยพลางคิดในใจ (ระหว่างอ่าน) ว่าเออ มันคงเพี้ยนดีแท้!!!

ดังนั้น เมื่อสบโอกาส เลยลองโหลดมาดูเล่นๆ พิสูจน์ซิว่าจะเพี้ยนขนาดไหน


(รูปนี้แหละ 555)



หนังว่าด้วยเรื่องของ หนุ่มหัวเห็ด ‘เนงิชิ โซจิโร่’ (เคนอิจิ มัตสึยาม่า หรือพี่ L เชนจ์ เดอะ เวิลด์ นั่นแหละ) ผู้รักเสียงดนตรีและกีตาร์โปร่ง ความใฝ่ฝันของเขาคือการได้เป็น “นักร้องเท่ๆ” ที่มีชื่อเสียงในเมืองโตเกียว ภารกิจล่าฝันของหนุ่มบ้านนอก จึงเร่ิมต้นด้วยการจับรถไฟมุ่งตรงเข้าสู่เมืองหลวง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะไปเป็นดาวโดดเด่นบนฟากฟ้าให้จงได้

แต่ไม่รู้ทำไม ไปๆ มาๆ ตาหัวเห็ดแกก็จับพัดจับผลูไปเป็นนักร้องนำของวง Detroit Metal City วงดนตรีแนว Death Metal (เท่าที่อ่านจากคำอธิบายในหนัง มันเป็นอีกแขนงของ Heavy Metal แตกต่างตรงที่ตัวเนื้อหาของเพลงจะพูดถึงเรื่องความตาย ปีศาจ มรณะ อะไรเทือกนี้) โดยเมื่ออยู่ในวง โซจิโร่จะแปลงกายเป็นมนุษย์หน้าขาว เขียนตาข้างหนึ่งเป็นสีดำ ผมสีทองยาวเฟื้อย อยู่ในชุดเหมือพวกคาเมนไรเดอร์ (แต่โดดเด่นกว่าด้วยประกายสีแดงจากส่วนเป้ากางเกงสีเงินเมทัลลิค 555) และที่สำคัญคือ ตัวอักษร (Korosu) ที่แปลว่า “ฆ่า” สีดำหราอยู่บนหน้าผากของเขา

ทุกคนจะรู้จักเขาในนามของ โยฮันเนส เคราเซอร์ ที่สอง (Johannes Krauser II) หรือเรียกสั้นๆ ว่า “เคราเซอร์ซัง”


ถึงแม้จะไปเอาดีทางเมทัลโทนเสียงแหบต่ำ แต่ถ้ามีเวลาว่างๆ เคราเซอร์ซังก็จะคืนร่างกลับมาเป็นหนุ่มหัวเห็ด ยืนร้องเพลงรัก “Amai Lover” อยู่ที่ข้างถนน ฝีมือการร้องและเล่นกีตาร์ของเขาไม่ผิดมาตรฐาน แต่ที่แตกต่างคือ ที่ข้างถนนผู้คนจอแจ กลับไม่มีใครสนใจฟังเพลงของเลยซักกะนิด



แถมเมื่อเขาได้ไปเจอกับ “ไอคาว่า” (คาโตะ โรซ่า ที่ฉันติดใจรอยยิ้มของเธอมาตั้งแต่ Change) เพื่อนเก่าสมัยเรียน ที่ไม่ชอบ (ปนเกลียด) ดนตรีเมทัลเกือบจะเข้าไส้ ก็เลยทำให้เกิดภาวะขัดแย้งในใจของโซจิโร่ขึ้นมาขนาดหนัก…

ว่าตกลง เราจะเป็นเคราเซอร์ซังผู้โด่งดัง หรือไปเป็น ไอ้หนุ่มหัวเห็ดจ๋องๆ ริมถนนดีนะ



เท่าที่หาข้อมูลมา เข้าใจว่าเวอร์ชั่นการ์ตูนน่าจะโหดร้ายพอตัว เพราะทุกคนที่ได้อ่านจะพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่ามันไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่ไอ้ฉันที่ได้ดูแค่หนัง ก็ไม่เห็นว่ามันจะเลวร้ายตรงไหน ก็เลยสรุปเอาเอง ว่ามันคงเป็นความตั้งใจของคนเขียนบทดัดแปลง “มิกะ โอโมริ” (เพิ่งรู้ว่าเธอนี่ก็เป็นเซียนหนังตลกเหมือนกันนะ เพราะเธอเป็นคนเขียนซีรี่ส์ตลกวายป่วงอย่าง My boss my hero, Grumpy Gene แล้วก็ สูตรรักข้าวห่อไข่) ที่ดูจะเน้นเรื่อง “ความฝัน” มากกว่าด้านมืดหรือความโหดร้าย

เห็นได้จากช่วงแรกของหนัง ที่อยู่ดีๆ ที่ไม่ได้เล่าที่มาที่ไปเลยว่า ทำไมโซจิโร่ถึงได้ไปร่วมวง DMC แค่ให้เห็นภาพเข้ายืนดูป้ายรับสมัครนักร้อง แล้วก็ตัดฉับไปเป็นเขาในร่าง เคราเซอร์ซัง ไปซะแล้ว

แต่ทิ้งประโยคคาใจเอาไว้ว่า “No Music No Dream”



หนังเอา “วัฒนธรรมป็อป” มาล้อเลียนอย่างสนุกมือ เริ่มต้นจากที่โซจิโร่ ให้เหตุผลของการเข้ากรุงครั้งนี้ คือเพื่อมาอยู่แบบ “มีสไตล์” เขารู้จักนักออกแบบชื่อดังในกรุงโตเกียวทุกคน ซื้อเสื้อผ้าที่ดีไซน์มาอย่างดี ส่วนภายในห้องของเขานั้น ก็ตกแต่งสวยงามตามหนังสือออกแบบภายในทั้งหลาย

เรียกได้ว่า ถ้าไม่นับทรงผมเห็ดๆ โซจิโร่ก็เป็น “หนุ่มชิก” คนนึงเลยแหละ

เพราะโตเกียวเป็นเมืองหลวงของงานดีไซน์ร่วมสมัย และมีพลังความครีเอทีฟสูง วัฒนธรรม “ชิกๆ” อย่างการนั่งอ่านแม็กกาซีนอยู่ในคาเฟ่ใจกลางกรุง หรือเดินเข้าไปเลือกซื้อ เลือกฟังเพลงในร้านแผ่นเสียงใหญ่ๆ จึงเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมสมัยภาคบังคับ ที่ใครอยากจะดูเท่ดูดี ก็ต้องทำแบบนี้นะ

และจะนับประสาอะไรกับหนุ่มเจ๋อที่เพิ่งอิมพอร์ตจากบ้านนอกมาหมาดๆ พอเข้ากรุงมาวันแรก ก็ได้ยินบทเพลงหวานเจี๊ยบ บรรเลงโดยหนุ่มเมืองกรุงมาดเท่สะพายกีตาร์โปร่ง เขาก็คิดในใจแล้วว่า “นี่แหละ ความเท่ที่ฉันค้นหา” และก็เริ่มเดินเข้าหาดนตรีที่คนเมืองหลวงเขาฟังกัน

แต่เมื่อโชคชะตาพาเขาไปอยู่อีกโลก ที่เหมือนจะอยู่คนละด้าน แถมมีไม้ฝาเชอร่าทาด้วยสีทนได้กั้นเอาไว้อีกสามชั้น ชีวิตแต่ละวันของเขานั้นจึงออกห่าง “กระแสหลัก” เข้าไปเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่า เคราเซอร์ซัง ก็เป็น “ฮีโร่” ของโลกเมทัลด้วย




หนังเล่นตลกอีกครั้ง เมื่อเคราเซอร์ซัง เข็นเอาดนตรีฮาร์ดคอร์ของเขาขึ้นมาเป็นกระแส “ป็อป” จนซิงเกิ้ลชื่อ "ล้างแค้น" ไต่ขึ้นชาร์ตในอันดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนแห่แหนกันเข้าไปแย่งกันซื้อซีดี (ของจริง) จนแทบเกลี้ยงแผง และยังมีของที่ระลึกของวงออกมาขายจนผลิตไม่ทัน

สิ่งเหล่านี้ถูกสนับสนุนโดยแฟนเพลงที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่าตกใจ บรรดาสาวกหน้าใหม่มีทั้งเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ (ที่แต่งหน้าเหมือนเคราเซอร์ซังเปี๊ยบ) เด็กนักเรียนมัธยมหัวเกรียน และหนุ่มสาวหน้าใส ที่เข้ามาชูนิ้วก้อยนิ้วชี้ (สัญลักษณ์ของความฮาร์ดคอร์) และโยกหัวหงึกๆ ไปตามจังหวะเสียงเพลง เห็นเขาร้องก็ร้องตามกัน เห็นเขาว้ากก็ว้ากกับเขาด้วย

แถมบางคนก็บ้าแบบไม่ลืมหูลืมตา น้องชายของโซจิโร่ที่บ้านนอก คลั่ง DMC จนถึงขั้นเลิกไปโรงเรียน ไม่ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน วันๆ ก็นั่งสบถเป็นภาษาฮาร์ดคอร์ (จนเคราเซอร์ทนไม่ไหว ต้องออกโรงมาสอนน้องชายถางหญ้า และขับแทร็กเตอร์  [แม่งจะบ้าไปไหนวะ] 555)



หนังได้เสนอทางออกให้กับความฉาบฉวย ไร้แก่นของกระแสป็อปอินเทรนด์ โดยพูดถึง “ความฝันและแรงบันดาลใจ” หนังเตือนให้เรากลับไปนึกถึง “No Music No Dream” เพราะดนตรีนี่แหละที่พาทุกตัวละครมาจนถึงตรงนี้ได้


เพราะแจ็ค นักดนตรีเมทัลระดับตำนานที่เคยได้ดูตอนเด็กๆ ทำให้คุณผู้จัดการจอมเขวี้ยงบุหรี่ ใฝ่ฝันที่จะปั้นวงดนตรีฮาร์ดคอร์ขึ้นมาซักวง

เพราะเสียงเพลงเมื่อวันแรกเข้าเมืองหลวง ที่ทำให้โซคุงอยากจะเป็นนักดนตรีที่มีแต่คนแลเหลียว

และเพราะ “เคราเซอร์โซจิโร่” ที่ทำให้รุ่นน้องคนหนึ่งตั้งวงดนตรีเล็กๆ ขึ้นมา และทำให้แฟนเพลงคนหนึ่งยอมไปทำงานหาลำไพ่พิเศษ เพื่อหาเงินไปดูคอนเสิร์ตของ DMC


ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลก อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดสิ่งที่ดี หรือดีกว่าขึ้นมาอีกเป็นร้อยเป็นพัน โดยไม่ต้องสนใจว่า มันเป็น “กระแสหลัก” หรือ “อินดี้” “บนดิน” หรือ “ใต้ดิน” หรือจะเป็น “โซจิโร่” หรือ “เคราเซอร์” ก็ตามแต่ ถ้าเราไม่ได้มองมันผ่านๆ เราก็จะเห็นแก่น ที่เป็นประกายของความฝัน รอให้เราเอามันไปต่อยอด


และถึงแม้ว่า “เคราเซอร์ซัง” จะกลายเป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่งของธุรกิจดนตรี แต่ถ้าสินค้าชิ้นนี้ มันจะพอมีมูลค่าเป็นแรงบันดาลใจให้ใครแม้เพียงคนเดียว…มันก็คุ้มแล้วล่ะ

+++++++++++++

Rape Rape Rape… เคราเซอร์ซัง!!!

นิดนก*



Where Am I?

You are currently browsing the Uncategorized category at NidNok Koppoets's Blog.