หนึ่งคืนที่อัมพวา ณ “บ้านสราญรมย์”

25/08/2010 § 1 Comment

เมื่อ blog ก่อนเราได้เล่าและโม้เรื่องทริปที่ไปอัมพวา โดยติดค้างเรื่องที่พักเอาไว้
วันนี้มีเวลาว่างๆ ก็เลยดอดมาเขียนเอาไว้ซะหน่อย เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่จะไปเที่ยวอัมพวา อยากนอนที่พักสวยๆ แต่ไม่ได้ขับรถไปอย่างเรา ฮี่ๆ

โจทย์ในการหาที่พักของเราในครั้งนี้คือ

ราคา – ไม่เกิน 1500 บาท (พักคืนเดียว)

ทำเล – ไม่ไกลจากตลาดน้ำ ต้องเดินไปได้ เพราะไม่ได้ขับรถไป รถสองแถวต้องผ่าน

อาหาร – มีอาหารเช้าให้กินพอประทังชีวิตก็พอใจแล้ว

ความสวยงาม – ไม่ซีเรียสมาก แต่ขอให้ห้องน้ำสะอาดเป็นพอ การตกแต่งถ้าดีก็ถือเป็นกำไร

อื่นๆ – จริงๆ อยากได้บ้านเป็นหลัง เพราะอยากได้ความสงบ และรู้สึกว่าเป็นส่วนตัวซะหน่อย เท่านั้นพอ

เมื่อได้โจทย์มา ก็เป็นหน้าที่ของฉันที่จะต้องหา (ทำไมคุณแฟนไม่ช่วยกันบ้างนะ – ตอบตัวเองว่า ถึงแฟนช่วยหาเราก็ไม่พอใจหรอก สุดท้ายก็ต้องลุยเอง 555) เสิร์ชไปเสิร์ชมา อ่านรีวิวเป็นร้อยเป็นพัน (เยอะกว่าความจริงไปหลายเท่า 555) สุดท้ายก็เลือก “บ้านสราญรมย์” ค่ะ เพราคุณสมบัติตรงตามโจทย์ทุกอย่าง มีข้อที่หวั่นๆ อยู่บ้างก็ตรงที่กลัวจะไม่สงบ ไม่เป็นส่วนตัว แต่ก็เอาวะ ไปลองดูเอาดาบหน้า

ความประทับใจเริ่มตั้งแต่ตอนที่โทรไปสอบถามรายละเอียดแล้วค่ะ เพราะเจ้าของ (ชื่อคุณนุช) พูดจาดีและเป็นมิตรมาก ส่งข้อมูล ภาพถ่ายและรายละเอียดเข้ามาให้เพียบ! และที่ชอบอีกอย่างก็คือเลขที่บัญชีเป็นสาขาในกรุงเทพ จะได้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนค่ะ (ขี้งก 555)

เอาล่ะ ทีนี้ก็ข้ามขั้นตอนทั้งหมดแล้วก็แว๊บตัวไปถึงที่พักกันเลยนะคะ (ถ้าอยากอ่านบันทึกการท่องเที่ยวไปอัมพวาทั้งหมดเชิญได้ที่นี่เลย) เมื่อเราลงจากรถแล้วเห็นแค่ทางเข้า “บ้านสราญรมย์” แล้วก็คิดในใจแต่พูดออกมาว่า “เอ้อ…มันสวยกว่าที่คิดแฮะ” ดำริได้ดังนั้นก็เลยไม่รอช้า รีบจ้ำๆ เข้าไปข้างใน

คุณนุชออกมาต้อนรับขับสู้โดยมี “ดอกจำปี” หอมๆ เย็นๆ มาฝากกันค่ะ จริงๆ เราแอบไปถึงก่อนเวลาเช็คอินเกือบชั่วโมง (เช็คอินได้บ่ายสอง) ก็เลยต้องนั่งรอแป๊บนึง แต่ไม่นานค่ะ ระหว่างนั้นก็ลงทะเบียนเข้าพักกันให้เรียบร้อย ดูทีวีไปพลาง เดินถ่ายรูปชมสวนซักหน่อย สักพักคุณนุชก็มาเรียกเราไปเข้าห้องแว้วววว!

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนค่ะ ว่าที่ “บ้านสราญรมย์” เค้าเนี่ย จะมีอยู่ 5 ตึกหลักๆ (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิดนะ) คือ หมายเลขหนึ่งกับสองจะเป็นบ้านพักแบบแยกเดี่ยว แต่เรื่องจำนวนคนพักกับราคานี่ต้องเช็คกับคุณนุชอีกทีค่ะ (จริงๆ วันนั้นก็ถามมาแล้วล่ะ แต่ว่าจำไม่ได้ กลัวเขียนไปแล้วผิด ^^) อีกหลังหนึ่งเป็นบ้านของครอบครัวคุณนุชเค้า (ล่ะมั้ง) อีกหลังก็เป็นคล้ายๆ โรงอาหาร เอาไว้ทานอาหารเช้า เป็น lobby นั่งรอก่อนขะเช็คอินอะไรทำนองนี้ และหลังสุดท้ายก็คือเรือนใหญ่ มี 2 ชั้น แบ่งเป็นชั้นละ 4 ห้อง ด้านล่างจะเป็นห้องปูน ตกแต่งแบบร่วมสมัย ส่วนห้องด้านบนจะเป็นห้องไม้ บรรยากาศเหมือนอยู่บ้านไทยค่ะ

เราได้ห้องพักหมายเลข 4 อยู่ที่ชั้นล่าง (ห้องปูน) ค่ะ ข้างในห้องกว้างขวางดี เตียงนุ่มและจัดเอาไว้สะอาดเรียบร้อย มีตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น โต๊ะและเก้าอี้เอาไว้นั่งเล่นพักผ่อนสบายๆ บรรยากาศน่ารักน่าอยู่ดีค่ะ แถมห้องก็เป็นประตูกระจกทั้งหมด ยิ่งทำให้โล่งโปร่งสบาย ถ้าไม่ได้โป๊ก็เปิดผ้าม่านเอาไว้ก็ได้ เพราะว่าพอมองออกไปข้างนอกก็จะมีสวนหย่อมเล็กๆ ให้เราดู อารมณ์ดีเชียว

แต่ห้องเรามีข้อเสียอยู่หน่อย ตรงที่มีเสาโผล่มากลางห้องเลย ทำเอาเสียบรรยากาศไปพอตัว แต่ก็ไม่ได้รบกวนการใช้ชีวิตเท่าไหร่ เพราะว่ามันไม่ได้บังทีวี ไม่บังแอร์ แค่รู้สึกว่ามันเกะกะค่ะ ถ้าใครจะไปก็เลี่ยงห้องเบอร์สี่ซะหน่อยนะคะ ฮี่ๆ

ห้องน้ำที่นี่ก็สะอาดและกว้างขวางดีค่ะ น้ำท่าไหลแรงดีไม่มีตก ในห้องน้ำก็มีหมวกอาบน้ำ สบู่และแชมพูเตรียมเอาไว้ให้แล้วค่ะ ไม่ต้องพกไปให้หนักกระเป๋า ^^

สำรวจรอบห้องเสร็จแล้วเราก็ไปสำรวจด้านนอกกันบ้าง ชอบที่นี่อย่างหนึ่งตรงที่เขาให้พื้นที่กับธรรมชาติเยอะดีค่ะ ไม่ห่วงสร้างห้องพักเพื่อหวังเงิน ยังทิ้งพื้นที่ว่างๆ สำหรับจอดรถ และที่เหลือก็ยกให้กับสีเขียวๆ ของต้นไม้ใบหญ้า แซมด้วยสีสันสดๆ ของดอกกล้วยไม้และดอกไม้หลายชิดหลากพันธุ์ ทำให้ผู้เข้าพักอารมณ์ดีได้ไม่ยาก หายเข้าไปทีไรก็ชุ่มปอด รู้สึกว่าได้มาพักผ่อนจริงๆ ค่ะ ^^

ส่วนเรื่องการเดินทางออกไปข้างนอก เราว่าไม่มีปัญหาค่ะ เพราะว่าเราเดินออกจากที่พักไปตลาดน้ำ ไปอุทยานร.2 ไปกินข้าวที่ร้านน้องอุ้ม ได้สบายๆ ส่วนถ้าจะกลับกรุงเทพฯ เดินออกจากบ้านมานิดเดียว ก็จะเจอคิวรถตู้ทั้งสองคิว (คิวนึงไปอนุสาวรีย์ อีกคิวไม่แน่ใจว่าไปไหน) จะไปแม่กลองก็มีรถสองแถวผ่าน หรือถ้าใครเอารถมา ข้างใน “บ้านสราญรมย์” เค้าก็มีที่จอดรถเพียงพอค่ะ เดินทางกันสบายมากๆ

ปิดท้ายด้วยเรื่องยั่วน้ำลายอย่างอาหารเช้าค่ะ โดยไลน์อาหารจะเริ่มตั้งแต่ 8 โมง  – 10 โมงเช้า ซึ่งจะมี อาหารจานเดียวคนละหนึ่งจาน (วันนั้นมีข้าวมันไก่ กับข้าวมันหมูทอด) ขนมไทยเล็กๆ น้อยๆ ให้เลือกทาน ปาท่องโก๋กินได้ไม่อั้น กาแฟและโอวัลตินกินได้เต็มที่ และที่เราชอบที่สุดคือ ที่นี่มีนมข้นหวานเอาไว้ให้ชงกาแฟ หรือจะกินกับปาท่องโก๋ก็อร่อย สรุปเช้าวั้นนั้นกินจนอิ่มไปถึงบ่ายเลยค่ะ 555

สรุปแล้วเราประทับใจกับ “บ้านสราญรมย์” มากค่ะ ถ้าไปอัมพวาอีกครั้ง (และยังไม่มีรถขับไปเหมือนเดิม) ก็จะไปฝากชีวิตไว้ที่นี่ล่ะ ต้องขอบคุณคุณนุชเค้าด้วยค่ะ ที่ดูแลลูกค้าดีมาก รักษาความดีแบบนี้เอาไว้นานๆ นะคะ ^^

อ้อ…เขียนมาเยอะแต่ลืมบอกเรื่องสำคัญได้ไงหว่า ราคาห้องพักของเราคืนละ 1200 บาท นะคะ ที่เรือนใหญ่ไม่ว่าจะห้องไม้ห้องปูนก็ราคานี้หมด ถ้าสนใจก็โทรไปสอบถามเพิ่มเติมจากคุณนุชได้เลยค่ะ เบอร์ 081-310-1406

รักนะคนอ่าน จุ๊บๆ 🙂

Advertisements

ฉันรักเธอ “อัมพวา”

23/08/2010 § 1 Comment

แฮ่มๆ ขอแอบข้ามทริปเสม็ดไปก่อนนะค้า 555 ทิ้งเอาไว้นานจนแทบจะลืม เดี๋ยวจะรีบมาสานต่อให้เสร็จสมดั่งใจ
แต่งานนี้ต้องลัดคิวให้ทริปเล็กๆ ที่เพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ กับการฉลองครบรอบหนึ่งปีที่แสนหวานกับคุณหวานใจ ที่ “อัมพวา” เมืองเก่าสุดโรแมนติก ^^

ตอนแรกเราตั้งใจจะไปเกาะล้านค่ะ เพราะว่ายังไม่เคยไปกันทั้งคู่ แต่ว่าคุณแฟนอยากไปอัมพวา (อาจจะเพราะเพิ่งไปเกาะเสม็ดมาด้วยมั้ง พ่อเจ้าประคุณอ่านก็เลยเบื่อทะเล) เพราะว่าอยากจะไปกินๆๆๆๆๆ อ่ะ งั้นเราก็ตามใจ ไปอัมพวาก็ดีเหมือนกันเพราะว่าไม่ไกล แถมค่าใช้จ่ายถูกด้วย

ออกเดินทางกันวันที่ 21 สิงหาคมค่ะ โดยเราเลือกนั่งรถตู้สาย “บางปะแก้ว – แม่กลอง” (เป็นคนบ้านอยู่ฝั่งธนทั้งคู่เลย ฮี่ๆ) อันที่จริงนี่ถือเป็นความรู้ใหม่เลยนะเนี่ย เพราะแต่ก่อนเวลาไปอัมพวาจะไปขึ้นรถตู้ที่ปิ่นเกล้าโน่นแหนะ แต่เสิร์ชไปเสิร์ชมาก็เจอรถตู้คิวนี้ ที่ตั้งก็หาเจอไม่ยากค่ะ ถ้ามาจากดาวคะนองก็ลงรถเมล์ป้ายตลาดบางปะแก้ว จากนั้นก็ขึ้นสะพานลอยข้ามถนนไปฝั่งโรงหนัง พอลงสะพานลอยมาเท่านั้นแหละ ก็จะเห็นคิวรถตู้จอดอยู่เรียงราย จ่ายเงินไป 50 บาทเท่านั้น พี่รถตู้ก็พาเราไปถึงตลาดแม่กลองเลยจ้าาา

พอไปถึงแม่กลองปุ๊บ ก็ต้องไปอุดหนุน “น้ำปั่นเฮียปุ๊” เค้าซักหน่อย ติดใจร้านของเฮียแกมาตั้งแต่เมื่อครั้งก่อนที่มาค่ะ คราวนี้เพิ่งได้สังเกตว่าร้านเฮียแกเนี่ย “อธิบดีชวนชิม” เชียวนะ 555 น้ำปั่นร้านเฮียต้องถือว่าราคาไม่ถูกถ้าคิดว่ามันขายในตลาด แต่ก็ไม่แพงถ้าคิดถึงเรื่องรสชาติ (แก้วไซส์กลาง 15 บาท) เฮียแกค่อนข้างตั้งใจปรุง แล้วก็ใช้ของดีค่ะ เราเลือกชิมรสนมเย็น ส่วนของแฟนทานโกโก้ปั่น อร่อยเข้มข้นแล้วก็ไม่หวานเลี่ยน ประทับใจกันไปค่าาา ^^

เมื่อดื่มน้ำกันจนหวานชื่นใจแล้ว เราก็เดินดุ่มๆ ลัดเลาะเข้าไปทางตลาดหุบร่ม ตามหาเซเว่นที่อยู่ตรงข้ามธนาคารนครหลวงไทย เพื่อไปขึ้นรถสองแถวสาย “โรงเจอัมพวา” เข้าตัวเมืองอัมพวาค่ะ สังเกตง่ายๆ ว่าที่หน้าเซเว่นจะมีรถสองแถวสีฟ้าจอดเรียงราย กระโดดขึ้นไปเลย ไม่เกินสิบนาทีเราก็จะไปถึงอัมพวากันแล้ววว!

จากนั้นก็เดินทางเข้าสู่ที่พัก “บ้านสราญรมย์” ซึ่งจะขอแยกไปเล่าเป็นอีกบล็อกนะคะ (รอทำลิงก์แปปนึงจ้า) พักผ่อนกันไปตามอัธยาศัยได้ซักแปปนึง ก็ออกเดินทางต่อเพื่อไปอุทยาน ร.2 ค่ะ ซึ่งจากบ้านพักเราต้องถือว่าเดินไปได้สบายมาก ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปอะไรกันไปเรื่อยเปื่อย สำราญใจจริงๆ

และแล้วเราก็มาถึงอุทยานร.2 แล้วค่ะ บรรยากาศข้างใจก็ร่มรื่นสวยงามดี ข้อที่เราชอบคือมันมีต้นไม้เยอะ ร่มรื่นและอบอุ่น เหมาะสำหรับการเดินเล่นชมวิว แล้วก็คุยกันไปเรื่อยๆ แต่ที่เฉยๆ แล้วก็เอียนก็อาจจะเป็นอาคารทรงไทยปลอมๆ ที่ก่อสร้างขึ้นมาเพื่อการท่องเที่ยว 555 (อาจจะดูขวางโลกไปซักหน่อยนะ :P) แต่ก็ต้องถือว่าเป็นความตั้งใจที่ดีค่ะ ที่จะสร้างสถาปัตยกรรมไทยเก็บเอาไว้ให้เด็กๆ ได้ดูได้เห็น เวลาเดินขึ้นไปก็รู้สึกเหมือนอยู่ในละครช่อง7 เลย 555

อีกส่วนที่ค่อนข้างประทับใจ ก็คือ “พิพิธภัณฑ์มรดกทางวัฒนธรรมอัมพวา” ที่ผู้สร้างค่อนข้างตั้งใจและจัดแบ่งประเภทเนื้อหาได้ดี แถมยังมีวิธีการให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ “เล่น” กับความรู้ เช่น แผนผังเมืองอัมพวาที่มีแม่น้ำแม่กลองเป็นหัวใจสำคัญ ก็สามารถกดเลือกสถานที่ต่างๆ แล้วเราก็จะเห็นไฟขึ้นที่จุดนั้น หรือ มุมที่ให้เราฟังเพลงจากครูเพลงแห่งเมืองแม่กลอง อย่างครูเอื้อ สุนทรสนาน, ทูล ทองใจ และหลวงประดิษฐ์ไพเราะ เสียดายอยู่นิดหน่อยตรงที่พิพิธภัณฑ์นี้มี “ภาษาเดียว” ทำให้ชาวต่างชาติอาจจะพลาดรายละเอียดที่เราต้องการจะสื่อสารกับเขาไปก็ได้นะ (แอบบ่น อิอิ)

เคยได้ชมพิพิธภัณฑ์ที่มีรูปแบบคล้ายๆ อย่างนี้ แต่ว่าอยู่ที่สิงคโปร์ค่ะ ห้องนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ National Museum ของเขา ซึ่งถือว่าทำได้สมบูรณ์ สวยงามและรายละเอียดครบถ้วนดีเชียว ถ้ามีโอกาสได้ไปสิงคโปร์อีกก็จะแวะเข้าไป แล้วจะเก็บภาพมาฝากกันแบบเป็นทางการนะคะ ^^

เมื่อสำรวจจนทั่วบริเวณอุทยาน เราก็เมื่อยและหิวกันเต็มที่ ก็เลยรีบรุดออกไปเพื่อหาของอร่อยๆ ทานกัน เหยื่อของเราในมื้อนี้คือร้าน “น้องอุ้ม” ค่ะ (ต้องสารภาพว่าตอนแรกตั้งใจจะไปทานที่ “ช้างเผือก” แต่ด้วยความที่เราสองคนไม่มีรถ แล้วแม้จะตั้งใจเดินไปทานแล้วก็ตาม แต่ที่ตั้งของร้านช้างเผือกมันช่างไกลเกินกว่าสองขาของเราจะรับไหว สุดท้ายก็ต้องเลือกร้านน้องอุ้ม ที่ดังไม่แพ้กันค่ะ)

เข้าไปที่ร้านตอนแรกก็หวั่นๆ กันเล็กน้อย เพราะว่าที่ร้านเงียบมาก (ขนาดพนักงานยังนั่งหลับเลยอ่ะ o_O) ชักเสียวในใจว่ามันอร่อยจริงรึเปล่าวะเนี่ย! แต่ก็คิดกันว่าไหนๆ ก็เดินเข้ามาแล้ว จะกลับตัวออกไปก็กระไรอยู่ ลุยมันซักตั้ง แต่ก็เป็นโชคดีของเราอย่างนึงค่ะ ตรงที่เราได้ทำเลทองของร้าน เป็นที่นั่งที่วิวดีที่สุดในร้าน ยื่นเข้าไปในแม่น้ำ คืบก็แม่กลอง ศอกก็แม่กลอง มีความสุขจริงๆ

อาหารที่สั่งกันมาวันนี้ก็ต้องถือว่าทานแบบพอเพียง หม้อแรกเป็นต้มยำกุ้ง (กุ้งเฉยๆ ค่ะไม่ใช่กุ้งแม่น้ำ เพราะว่ากุ้งแม่น้ำหมด) จานต่อมาเป็นทะเลผัดฉ่า และจานเด็ดสุดท้ายเป็นปลากระพงทอดน้ำปลา

ว่ากันทีจะเมนูเลยนะคะ “ต้มยำกุ้ง” นี่ถือว่าไม่ได้โดดเด่นอะไร รสชาติพอประมาณ ทานได้ ซดได้เรื่อยๆ แต่ไม่ได้ติดปาก ที่เด็ดน่าจะอยู่ที่ปริมาณกุ้งแชบ๊วยที่คุณป้าแม่ครัวท่านยกทั้งแม่น้ำมาให้เรากิน อะไรมันจะเยอะขนาดนั้น ตักเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้สึกว่ามันจะหมด ช่วยด้วยยยย!!!

จานต่อมาคือ “ทะเลผัดฉ่า” เออ! จานนี้เข้าท่าแฮะ รสชาติถึงเครื่องและเผ็ดร้อนถูกปากมากๆ เครื่องเคราก็ใส่มาให้เยอะถึงใจ มีเนื้อปลา กุ้ง หมึก และลูกชิ้นปลากราย ซึ่งเจ้าลูกชิ้นปลากรายนี่แหละที่อร่อยมากกกกกก! ปกติทานลูกชิ้นปลากรายก็จะไม่ได้ตื่นเต้นอะไร ก็คิดตลอดว่ามันเป็นแป้งปั้น แต่กับที่นี่มันอร่อยเป็นพิเศษแฮะ สงสัยเค้าใช้แป้งดี 555 ยิ่งพอมาผัดกับเครื่องต่างๆ แล้วยิ่งอร่อยล้ำเชียวค่ะ ใครมาร้านนี้อย่าพลาด

(อ้อ พอกลับมาที่ออฟฟิศ พี่อีกคนที่เป็นนักชิมก็เป็นอีกหนึ่งเสียงบอกว่า “เอ็นหอยผัดฉ่า” ที่ร้านนี้อร่อยเชียว แสดงว่าร้านนี้เค้าดังเรื่องผัดฉ่าเนอะ)

ส่วนจานสุดท้ายเป็น “ปลากระพงทอดน้ำปลา” ทอดได้กรอบอร่อยและไม่อมน้ำมัน หั่นแบะปลาออกมาจนทานได้ง่ายเชียว แต่เสียอย่างเดียวตรงที่น้ำซอสน้ำปลามันไม่ค่อยเยิ้มออกมาเท่าไหร่ ทำให้เราต้องพึ่งพาน้ำจิ้มซีฟู้ด ซึ่งรสชาติของที่ร้านนี้ก็อร่อยค่ะ สั่งมาเพิ่มตั้ง 3 ถ้วย แหะๆ

สรุปแล้วเจอค่าเสียหายเข้าไป 580 บาท ทานกันสองคน อิ่มไปอีกสามวันเลยค่ะ

พอออกจากร้านน้องอุ้ม เราก็ถือโอกาสเดินย่อยกลับไปที่ตลาดน้ำอัมพวา เดินเรื่อยเปื่อยตามกระแสผู้คน (ที่เยอะเหลือเกิน) เข้าร้านที่อยากเข้า หยุดนั่งพักเมื่ออยากหยุด ซื้อนู่นซื้อนี่กินเมื่ออยากกิน เห็นความเปลี่ยนแปลงของอัมพวาเยอะแยะ คนหยุดถ่ายรูปกับสิ่ง “ประดิษฐ์” มากขึ้น สนใจวิวความงดงามของธรรมชาติน้อยลง แต่ก็เถอะนะ ไม่มีแบบไหนที่ผิดหรอกค่ะ แค่เราไปเที่ยว แล้วไม่ทำให้นักท่องเที่ยวด้วยกัน คนที่นั่น และธรรมชาติเดือดร้อน เท่านั้นก็พอแล้วล่ะ

ระหว่างทางเจอน้องๆ ที่คณะมาถ่ายทำรายการส่งอาจารย์ด้วย คิดถึงทั้งน้องๆ ทั้งอาจารย์เลย ^^

คืนนั้นกลับที่พักไปนอนหลับฝันดี ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ต้องกลับกรุงเทพซะแล้ว ก่อนจะขึ้นรถกลับ ก็เลยออกไปเดินตลาดกันอีกซักรอบ แวะซื้อของกิน แวะเข้าไปกินผัดไทป้าพร (ไม่ค่อยประทับใจเลย) ซื้อนู่นซื้อนี่แล้วก็กลับ โดยขึ้นรถตู้ตรงคิวที่อยู่ตรงข้ามธนาคารกรุงเทพค่ะ วิ่งไปอนุสาวรีย์ แต่เราลงตั้งแต่เซ็นทรัลพระรามสองเอง คิดดูว่ารถตู้คันนี้ด่วนแค่ไหน จากอัมพวามาเซ็นทรัล แค่ครึ่งชั่วโมงเองนะ 555

สำหรับทริปอัมพวาคราวนี้ต้องถือว่าอิ่มอกอิ่มใจอิ่มท้องค่ะ มีความสุขทุกวินาทีจริงๆ น่าแปลกนะที่ไม่ว่าจะแวะมาที่เมืองนี้กี่ครั้ง เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายเท่าไหร่ แต่ก็ยังอดเทใจให้เมืองเล็กๆ อย่าง “อัมพวา” แห่งนี้ไม่ได้จริงๆ …

ไปเสม็ด เสร็จพายุ! vol.1

07/08/2010 § Leave a comment

ขอบ้าเห่อกับประสบการณ์การไปเสม็ดเป็นครั้งแรก + Blog ใหม่ซะหน่อย ด้วยการตะบี้ตะบันเล่า (แม้ไม่แน่ใจว่าจะมีคนอ่านมั้ย? 555)

ที่มาที่ไปของทริปเสม็ดครั้งนี้ ก็เพื่อร่วมแสดงความยินดีในงานฉลองแต่งงานของพี่ที่ออฟฟิศ (วู้ววว แต่งงานริมทะเลซะด้วย) ชาวเรา 12 ชีวิตจึงกระเตงร่างกันไปเสม็ด ในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 2 วัน 1 คืน (ไปวันที่ 1 กลับวันที่ 2 สิงหา 53)

การเดินทางเร่ิมต้นขึ้นที่ “เอกมัย” ไม่ได้ไปโยกตะโพก แต่ไปขึ้นรถทัวร์ อย่าได้เข้าใจผิดนะเออว์ นัดกันเก้าโมงครึ่ง ทานหนมจีบซาลาเปากันจนอิ่มหนำ จากนั้นเราก็ขึ้นรถกันโลด!!

กิจกรรมบนรถก็ค่อนข้างสามัญเหมือนสามัญชนในโลกทั่วๆ ไป คือการกินน้ำ แอบงีบ แอบถ่ายรูปตอนเพื่อนงีบ ถ่ายรูป ฟังเพลง เกาตูด เกาตูดคนข้างๆ แอบตด ฯลฯ โดยเราใช้เวลาบนรถทั้งหมดทั้งสิ้นประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงที่หมาย “ท่าเรือบ้านเพ”

ไปถึงแล้วก็ขอเติมพลังกันก่อนจะข้ามไปเกาะ เพราะว่าค่าครองชีพบนเกาะ (โดยเฉพาะที่อ่าวพร้าวที่เรากำลังจะไป) นั้นมันช่างแพงจนอยากจะเหาะ สุดท้าย สิบสองนางก็เลยไปหยุด Stop ที่ร้าน “มลทิพย์โภชนา”

อ๊ะ! แต่อย่าได้คิดเชียวว่าที่เลือกร้านนี้เพราะว่ามันอร่อยเด็ด หมึกแดงยังต้องยอมกรีดเลือดเพื่อมากิน ไม่ๆๆๆๆ ที่ไปกินเพราะว่ามันเปิดอยู่ร้านเดียว ถ้าหยิ่งมากคงจะต้องไปฝากท้องกับอีซี่โกเสียนะจ๊ะคนดี

เมนูที่เราสั่งกันส่วนใหญ่ก็จะเป็น “หมึกกระเทียมไข่ดาว” “กระเพราทะเลไข่เจียว” รสชาติไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ดี ถ้าให้ไปกินอีกก็คงไม่ไป 555

เมื่อกินอิ่มแล้ว หนุ่มสาวก็พร้อมที่จะเผชิญมหันตภัยสปีดโบ๊ทข้ามเกาะกันเสียที บรรยากาศจะเป็นอย่างไร ติดตามชม ตอนหน้า นะจ๊ะ…^^

Where Am I?

You are currently browsing the The Journeys category at NidNok Koppoets's Blog.