รักจัดหนัก: เห็นปัญหาเกิดปัญญา

05/09/2011 § Leave a comment

“รักจัดหนัก” สำหรับฉันไม่จัดอยู่ในประเภทหนังวัยรุ่น ไม่ coming of age แต่เป็นหนังปัญหาวัยรุ่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม ที่มาเล่าให้ฟัง มาตะโกนบอกให้เรารู้ว่า เฮ้ย! ในประเทศมึงอ่ะไม่ได้มีแต่วัยรุ่นแดกเป๊บทีนแล้วไปสอบแอดมิชชั่น หรือ ประเทศมึงไม่ได้มีวัยรุ่นเล่นดนตรีประกวดฮอทเวฟแล้วก็รักกันเองในวงนะ แต่รู้มั้ย หลังเด็กๆ มันสอบแอดมิชชั่น หลังมันซ้อมดนตรีเสร็จอ่ะ มันไปเอากัน มันไม่ได้ป้องกัน แล้วมันก็ท้อง!

การท้องไม่พร้อมคือประเด็นหลักที่ “รักจัดหนัก” ต้องการจะนำเสนอ แตกออกเป็น 3 สถานการณ์ คือ ท้องรึเปล่า ท้องไปแล้ว และไม่น่าท้อง ทั้งสามแบบเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระ ต่างท่วงท่าลีลา แต่นำมาซึ่งผลที่ไม่ค่อยจะต่างกันคือ ความสับสน อึดอัด อับจน มืดบอด ซึมเศร้า ชิบหายวายวอด

ไปเสม็ด:

เล่าถึงวัยรุ่นเกรดดี หน้าตาดี มีฐานะ มีอนาคต เอาง่ายๆ ว่าโรงเรียนของวัยรุ่นในเรื่องนี้น่าจะมีรถไฟฟ้าผ่าน และเราหาเด็กๆ กลุ่มนี้เจอได้ตามร้านขนมชิคๆ ในสยาม เด็กกลุ่มนี้มักถูกมองว่ามีอนาคต และมีความคิดความอ่านดีกว่าเด็กกลุ่มอื่น แต่เมื่อสัญชาตญาณเรียกร้อง เด็กกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็นลูกเทพ ก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาๆ ที่มีความต้องการ อยากรู้ อยากเห็น อยากเอา และเมื่อสบโอกาส พวกเขาก็ไปเอากัน

หลังการเอากัน วัยรุ่นฝ่ายหญิงเริ่มไม่แน่ใจในอาการของร่างกายตนเอง คิดไปต่างๆ นาๆ กะว่าตัวกูนี้ท้องแน่ ไอ้วัยรุ่นหนุ่มบอกให้ตรวจเธอก็ไม่ตรวจ บอกว่ายังไม่ถึงเวลา มันไม่ชัวร์ “เค้า” บอกมา เค้าน่ะคือใครก็ไม่รู้ ไปหาในอินเตอร์เน็ต ตั้งกระทู้ถามเอาล่ะมั้ง จะไปรู้ได้ยังไง เพราะไม่เคยมีใครสอน วิชาเพศศึกษาที่โรงเรียนสอนเอาไว้แต่ว่าชื่อทางวิทยาศาสตร์ของปีกมดลูกคืออะไร เมื่อรวมกับนิสัยดั้งเดิมที่เป็นคนคิดมากระดับแปด น้องวัยรุ่นหญิงจึงมีอาการคล้ายคนใกล้บ้า บอกเพื่อนก็ไม่ได้ บอกแฟนแฟนก็ด่า ด้านฝ่ายชายก็กลุ้มใจ เพราะไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย บอกให้ตรวจแม่งก็ไม่ยอมตรวจ กูก็จะบ้า เอ้า…บ้า

ที่มันจะบ้าก็เพราะมันแคบ เพราะมันมีแต่เธอ กับฉัน และเพื่อนบางคน เพราะเรื่องแบบนี้วัยรุ่นไม่บอกพ่อแม่ บอกไปก็โดนด่า เลยทำได้แค่ถามกันเอง กลายเป็นว่ามีเรื่องให้ต้องคิดอยู่ในหัวล้านแปดเรื่อง จนวัยรุ่นไม่พร้อมที่จะเผชิญกับความจริง เผชิญกับแท่งตรวจฉี่ ไม่กล้าที่จะคิดเลยว่า ถ้าเป็นสองขีดขึ้นมา จะชิบหายขนาดไหน

สำหรับฉัน ไปเสม็ดถือว่าเป็นเรื่องที่ชอบน้อยที่สุด ถ้าให้เทียบกับอีกสองที่เหลือ ที่ติดขัดในใจที่สุดน่าจะเป็นการแสดงของวัยรุ่นหญิงชายทั้งสอง ที่มันประดักประเดิด ดูๆ ไปแล้วก็จะมีจังหวะถอนหายใจเบาๆ เพื่อคิดว่า “แล้วยังไง” แต่ก็ยอมรับว่ายากแหละที่จะกำกับการแสดงในหนังเล่าเรื่องดราม่าแบบนี้ อย่างไรก็ดี ขอเป็นกำลังใจให้พี่ป้องและพี่ภาสไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ 🙂

เป็นแม่ เป็นเมีย:
เรื่องที่สองนี้เหมือนกับเป็นตอนต่อของเรื่องแรก แต่เปลี่ยนตัวละครพลิกกลับด้าน กลายเป็นวัยรุ่นชานเมือง ฐานะไม่ค่อยเท่าไหร่ เรียนโรงเรียนรัฐบาล ฝ่ายชายเป็นนักกีฬามวย หน้าตาดี ท่าทางมีอนาคต ส่วนฝ่ายหญิงก็หน้าตาดี แต่ท่าทางเธอจะแรงไม่เบา ใฝ่ฝันอยากเป็นดารา มีชื่อเสียง แต่ก็ต้องชะงักไปซะก่อน เพราะเธอดันท้องขึ้นมา

ชีวิตหลังการท้องของหนุ่มสาวคู่นี้ อยู่ในห้องเล็กๆ แคบๆ ค่อนไปทางสกปรก ในชั้นบนของบ้านฝ่ายหญิง ทั้งคู่ไม่ค่อยอยากจะออกมาจากห้องเท่าไหร่ คงเพราะยังรู้สึกผิดต่อสมาชิกในครอบครัวจนไม่กล้าสู้หน้า แถมทางบ้านก็ดันเป็นร้านค้าเจ้าดังในย่านนั้น ใครๆ ก็แวะเวียนมาซื้อข้าวของ ถ้าออกไปเขาเห็นว่าท้องโตก็คงเอาไปเม้าท์กันสนั่น หนุ่มสาวก็เลยกินนอนอยู่ในห้องนั้น รอสบโอกาสดี ไม่มีใครอยู่บ้าน ค่อยออกมาสูดอากาศภายนอก

ประเด็นหลักๆ ของเรื่องนี้ คือความไม่พร้อมทางจิตใจ เด็กหญิงที่ยังไม่จบม.หก กับความรับผิดชอบในฐานะแม่ แต่เท่าที่เห็น เธอก็ยังแต่งหน้าทาปาก ว่างๆ ก็ไปซ้อมร้องเพลงหน้ากระจก แต่งตัวอินเทรนด์อยู่บ้าน ทานมาม่าแล้วก็เล่นคอมพิวเตอร์ เสร็จแล้วก็ลุกขึ้นมาอ่านหนังสือเรื่องย่อละคร ดูละคร แล้วก็นอน ส่วนฝ่ายชาย ที่ต้องทิ้งสังเวียนมวยมารับบทคุณพ่อ ต้องไปทอดลูกชิ้นและผัดกับข้าวขายหาเงินช่วยครอบครัวเมีย วันดีคืนดีก็ทะเลาะกับเมีย บอกเมียว่าให้เราท้องแทนเธอก็ได้นะ ได้ยังไงฟะ!?!

พื้นที่ของวัยรุ่นคู่นี้ก็แคบ อยู่แต่ในห้องที่ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ทั้งๆ ที่มีครอบครัวที่น่าจะพร้อมให้ความเข้าใจและช่วยเหลือ แต่วัยรุ่นยังไม่อาจมองว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่อยู่ชั้นล่าง จริงๆ วัยรุ่นพร้อมที่จะเปิดประตูให้ทุกคนตลอด แต่พวกเขาไม่อยากเปิดเอง เขาอยากแน่ใจว่า คนชั้นล่างไม่มองว่าเขาเป็นตัวปัญหา และยืนอยู่ข้างเดียวกัน ในฉากสุดท้ายของตอนนี้ เป็นอะไรที่ตอบเรื่องนี้ได้ดี เมื่อถึงเวลา ก็ไม่มีใครทิ้งกันหรอก แล้วจะเข้าหากันตั้งแต่แรกไม่ได้เลยหรือ

ทอมแฮ้ง:
โดยส่วนตัวฉันชอบตอนนี้มากที่สุด ไม่ใช่เป็นเพราะฉันเคยเป็นศิษย์เก่าตระกูลทอมแต่อย่างใด ฉันค่อนข้างเชื่อและคล้อยตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ “นัท” ทอมหล่อที่ใครๆ ก็กรี๊ด เป็นนักกีฬาโรงเรียน อารมณ์ดี จิตดี มีจิตสาธารณะหรือเปล่าไม่แน่ใจ เมื่อถึงวันปิดเทอม เพื่อนๆ ชวนกันไปกินเหล้าฉลองอิสรภาพ ทอมนัทโกหกแม่เพื่อไปจัดเหล้าหนักๆ หนักมากเข้าก็เมา อ้วก แล้วก็คงจะมึนๆ ไปนอนก่ายผู้ชายอยากมียูเอฟโอ ก่ายไปก่ายมา ไอ้ราฟฟี่ก็ด๊า..ดี..ดาว น้องนัทเข้าซะเลย ได้ไม่ได้เปล่า น้องนัทของเราดันท้องขึ้นมา ซวยล่ะหว่า…

ปัญหาทอมท้องเป็นเรื่องที่ฉันค่อนข้างเซอร์ไพรส์ เพราะไม่เคยคิดถึงมุมนี้มาก่อน แม้จะเคยห้าวๆ ออกไปในทางทอมมาระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะเป็นทอมถาวร เพราะทุกครั้งที่เห็นผู้ชายก็จะสยิวกิ้วอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับนัท ที่ดูแล้วน้องเขาน่าจะเอาจริงในทางนี้ ด้วยบุคลิกท่าทาง และนิสัยบางอย่างที่แมนเหลือเกิน เดาเอาว่า ถ้าเลือกได้ น้องนัทก็คงไม่อยากเกิดเป็นผู้หญิงซักเท่าไหร่ ยิ่งไปกว่านั้น น้องนัทคงไม่คิดหรอกว่าวันนึงมดลูกของตนจะได้ใช้งานในการอุ้มท้อง

หนังพาเราไปเห็นอีกมุมในชีวิตนัท เห็นแม่ของนัทที่ก็เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว และหวังจะเห็นลูกสาวเป็นลูกสาว เมื่อวันที่รู้ว่าลูกตนท้องก็เลยปนๆ กันไปทั้งดีใจและเสียใจ คิดว่าการท้องอาจทำให้ลูกตนกลับใจเป็นผู้หญิงได้ แต่น้องนัทก็เด็ดเดี่ยวเหลือหลาย คนมันไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ จะเปลี่ยนกันได้ยังไง การทำแท้งจึงเป็นทางออกเดียวที่เธอมองเห็น ฉากเฝ้างานศพฉากนั้นดีมากจริงๆ คือมันเห็นอารมณ์ในหัวเด็กคนนั้นวิ่งชนกันเต็มไปหมด บางทีเราก็ต้องยอมทำบางอย่าง เพื่อให้ชีวิตเราเดินหน้าต่อไป

เรื่องของนัทยังคงเกิดอยู่ในที่แคบ ห้องล็อกเกอร์ และเพื่อนสนิทของเธอ เป็นเพียงสองสิ่งที่เธอไว้วางใจ หากเรื่องของนัทรู้กันไปถึงหูใครต่อใคร เราคงไม่ได้เห็นฉากจบดังเช่นในหนังก็เป็นได้

……..

สำหรับฉัน ทั้งสามตอนในหนัง “รักจัดหนัก” ยังมีข้อผิดพลาดขาดเกินอยู่มากมาย และมันก็เป็นเช่นนี้กับหนังทุกเรื่องในโลก ความขาดเกินที่ว่าอาจเกิดจากตัวผู้สร้าง และก็อาจเกิดจากตัวผู้ดู รสนิยมที่ไม่ตรงกัน ความคิดและการตีความ สิ่งที่อยู่ระหว่างบรรทัดที่เรามองไม่เห็น ความไม่สมบูรณ์จึงนำมาซึ่งการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ และที่ฉันนั่งเขียนถึงหนังเรื่องนี้ (หลังจากที่ขี้เกียจมานานเป็นปี) เพราะฉันเชื่อว่า ความตั้งใจของผู้สร้าง และวิธีการสื่อสารของหนังเรื่องนี้ พยายามจะบอกให้สังคมคิด แล้วพูด ถกเถียง วิจารณ์ หาทางออก ตอนจบของหนังแต่ละตอนที่กำลังร่ำลือกัน ว่าทำไมถึงตัดจบ อินดี้นักเหรอ? ฉันว่าคงไม่ สิ่งที่เกิดในหนัง ไม่อาจบอกได้ว่าตอนจบเป็นอย่างไร หนังทำได้แค่เอาปัญหามาเล่าให้เราเห็น มากระตุกจิต ให้เรามองเห็นว่าปัญหามันเกิดขึ้นมาอย่างไร ส่วนทางออกทางแก้ ให้มันเป็นเรื่องของคน ครอบครัว สังคม ที่จะหาวิธีแก้กันไปตามวิธีใครวิธีมัน

หากสื่อ คือหน่วยในสังคมที่ทำหน้าที่เปิดเผย ตีแผ่ สะท้อนภาพความเป็นจริง ความมีอยู่ ความเป็นไปในสังคม ฉันก็มองว่า หนัง “รักจัดหนัก” ได้ทำหน้าที่ของภาพยนตร์ในฐานะ “สื่อ” ได้เต็มความสามารถแล้ว ถ้าพูดแบบนักเรียนหนัง คงต้องบอกว่า content น่ะดีแล้ว แต่ form อาจจะต้องปรับๆ กันไป อย่างไรก็อย่าเพิ่งถอดใจก็แล้วกัน 🙂

Advertisements

My world

08/09/2010 § Leave a comment

เหงาๆ อยู่ตัวเดียว

แต่ก็มีความสุขดีนะ…

08/09/10

ณ ธรรมศาสตร์ รังสิต


Pizza Pazza พิซซ่าอร่อยในซอยพหลโยธิน11

05/09/2010 § Leave a comment

วันนี้พาตัวออกจากถิ่นไปไกลถึงซอยพหลโยธิน11 กันเลยค่ะ เพราะว่าเพื่อนการันตีมาว่าพิซซ่าร้านนี้อร่อยเด็ด

การเดินทางไปก็ไม่ได้ยากเย็น ถ้าไปตามประสาคนไม่มีรถอย่างเรา ก็นั่ง BTS ไปสถานีอารีย์ จากนั้นก็ไปลงฝั่งปั๊มเชลล์ แล้วต่อแท็กซี่เข้าซอยพหลโยธิน11 เข้าไปไม่ลึกมาก พยายามมองด้านซ้ายมือ เดี๋ยวก็จะเจอแล้วล่ะ

ตรงนั้นจะมีอยู่ 3 ร้านติดๆ กันค่ะ ร้านแรกจะเป็ น Pizza Pazza ต่อด้วย Sugar bowl และ PH1b มื้อนี้เราพาไปชิม 2 ร้านค่ะ

Pizza Pazza แต่งร้านเรียบๆ สวยดี ด้านในร้านเป็นปูนเปลือยทั้งหมด มีโต๊ะให้นั่งไม่มากไม่น้อย แต่วันที่เราไปก็มีเราเป็นลูกค้าอยู่โต๊ะเดียว ก็เลยสบายๆ ค่ะ เสียงดังได้ไม่ต้องเกรงใจใคร (อิอิ)

แผ่นเมนูของที่ร้านก็ทำซะน่ารักมาก โดยด้านนึงจะเป็นรายชื่ออาหารและราคาตามสูตรเมนูทั่วไป แต่อีกฝั่งนึงจะเป็นงานศิลปะ ที่เข้าใจว่าเจ้าของร้านแกน่าจะลงมือเอง แต่ละแผ่นลายไม่ซ้ำกันด้วยนะ น่ารักดีค่ะ

หลังจากสั่งอาหารไป นั่งรอไปซักหน่อย แป๊บเดียวก็มีแผ่นแป้งอบกรอบๆ มาให้กินเล่นกัน กรุบๆ

มาแล้วค่ะ เมนูเส้นที่สั่งมาเป็นออเดิร์ฟ จานแรกเป็นสปาเกตตี้กุ้งผัดกับกระเทียม (ในเมนูเขาเขียน Prawn Garlic) รสชาติดีเยี่ยม เผ็ดๆ ร้อนๆ หน่อย จานต่อมาเป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาร่า ที่หอมมันแบบเข้มข้นเลยล่ะ รับประกันได้เลยว่าจานนนี้ต้องถูกใจแฟนๆ คาโบนาร่าแน่นอน ส่วนจานสุดท้ายที่สั่งก็เป็น “From Hell” หรือสปาเก็ตตี้ลาบ ที่รสจัดจ้าน เผ็ด เค็ม เข้มข้นมาก ไม่เหมาะกับการทานคนเดียว ควรลงแขกกินกันเป็นกลุ่ม คนละหนุบ คนละหนับ น่าจะเหมาะสมกว่า

เมื่ออิ่มหนำจากสปาเก็ตตี้แล้ว ต่อมาก็ถึงเวลาของพิซซ่า เริ่มต้นด้วยถาดเล็กกันก่อนดีกว่า มีชื่อว่า “กุ้งแบบซิซิเลียน” ลักษณะของมันจะเป็นกุ้ง ซอสมะเขือเทศ กับมะเขือเทศราชินี อยู่บนแป้งพิซซ่าบางเฉียบและกรอบมาก  ถึงแม้เราจะเขี่ยมะเขือเทศออกเพราะกินไม่เป็น แต่ก็รับประกันได้ว่าอร่อย

ต่อมาเป็นถาดใหญ่ ผสมได้สองหน้า หน้าแรกเป็น “เ็ห็ดและชีส” (จริงๆ มันมีชื่ออย่างเป็นทางการของมันอยู่หรอก แต่ไม่ไ่ด้มองเลย) หน้านี้เราว่าก็อร่อยดี คุณแฟนชอบมาก อีกครึ่งนึงเป็นหน้าแฮมกับผักร็อกเก็ต (ทำชื่ออย่างเป็นทางการของมันไม่ได้อีกละ) เพื่อนเราสั่งเพราะชอบ พร้อมทั้งย้ำนักย้ำหนาว่า “ผักอร่อย” ส่วนเรา ไม่ใช่นักกินผัก ก็เลยว่ายังไงๆ ก็ไม่เห็นจะอร่อย 555 แต่ว่าตัวพิซซ่ามันอร่อยนะคะ ถ้ามองข้ามผักไป

มื้อนี้ไปกินทั้งหมด 5 คน หารออกมาแล้วตกคนละ 264 บาท ไม่แพงนะ อิ่มและอร่อยด้วย ^^

จบของคาวก็ไปต่อด้วยของหวานที่ร้าน(เกือบ)ข้างๆ อย่าง PH1b ชื่อร้านแบบนี้ แอบได้ยินมา่ว่ามันย่อมาจาก “Pent House ห้อง 1B” ที่เจ้าของร้านและเพื่อนชอบไปนอนพักผ่อน (โห)

งานนี้เราไม่เน้นเครื่องดื่มค่ะ ไปถึงก็สั่งเค้กมา 2 ชิ้น คือ Strawberry on shortcake และ บลูเบอรี่ชีสโยเกิร์ตเค้ก ส่วนอีกถ้วยเป็น บราวนี่ฮอทฟัดจ์ ชอบถ้วยสุดท้ายที่สุด เพราะว่ามันมีรสและกลิ่นของนมผง ถูกใจคนชอบกินนมอย่างเรา

เอาไว้คราวหน้าจะแวะไปชิม Sugar Bowl แล้วก็ลองเครื่องดื่มของ PH1b เค้าซะหน่อยละกันนะ ติดเอาไว้ก่อน ^^

หนึ่งคืนที่อัมพวา ณ “บ้านสราญรมย์”

25/08/2010 § 1 Comment

เมื่อ blog ก่อนเราได้เล่าและโม้เรื่องทริปที่ไปอัมพวา โดยติดค้างเรื่องที่พักเอาไว้
วันนี้มีเวลาว่างๆ ก็เลยดอดมาเขียนเอาไว้ซะหน่อย เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่จะไปเที่ยวอัมพวา อยากนอนที่พักสวยๆ แต่ไม่ได้ขับรถไปอย่างเรา ฮี่ๆ

โจทย์ในการหาที่พักของเราในครั้งนี้คือ

ราคา – ไม่เกิน 1500 บาท (พักคืนเดียว)

ทำเล – ไม่ไกลจากตลาดน้ำ ต้องเดินไปได้ เพราะไม่ได้ขับรถไป รถสองแถวต้องผ่าน

อาหาร – มีอาหารเช้าให้กินพอประทังชีวิตก็พอใจแล้ว

ความสวยงาม – ไม่ซีเรียสมาก แต่ขอให้ห้องน้ำสะอาดเป็นพอ การตกแต่งถ้าดีก็ถือเป็นกำไร

อื่นๆ – จริงๆ อยากได้บ้านเป็นหลัง เพราะอยากได้ความสงบ และรู้สึกว่าเป็นส่วนตัวซะหน่อย เท่านั้นพอ

เมื่อได้โจทย์มา ก็เป็นหน้าที่ของฉันที่จะต้องหา (ทำไมคุณแฟนไม่ช่วยกันบ้างนะ – ตอบตัวเองว่า ถึงแฟนช่วยหาเราก็ไม่พอใจหรอก สุดท้ายก็ต้องลุยเอง 555) เสิร์ชไปเสิร์ชมา อ่านรีวิวเป็นร้อยเป็นพัน (เยอะกว่าความจริงไปหลายเท่า 555) สุดท้ายก็เลือก “บ้านสราญรมย์” ค่ะ เพราคุณสมบัติตรงตามโจทย์ทุกอย่าง มีข้อที่หวั่นๆ อยู่บ้างก็ตรงที่กลัวจะไม่สงบ ไม่เป็นส่วนตัว แต่ก็เอาวะ ไปลองดูเอาดาบหน้า

ความประทับใจเริ่มตั้งแต่ตอนที่โทรไปสอบถามรายละเอียดแล้วค่ะ เพราะเจ้าของ (ชื่อคุณนุช) พูดจาดีและเป็นมิตรมาก ส่งข้อมูล ภาพถ่ายและรายละเอียดเข้ามาให้เพียบ! และที่ชอบอีกอย่างก็คือเลขที่บัญชีเป็นสาขาในกรุงเทพ จะได้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนค่ะ (ขี้งก 555)

เอาล่ะ ทีนี้ก็ข้ามขั้นตอนทั้งหมดแล้วก็แว๊บตัวไปถึงที่พักกันเลยนะคะ (ถ้าอยากอ่านบันทึกการท่องเที่ยวไปอัมพวาทั้งหมดเชิญได้ที่นี่เลย) เมื่อเราลงจากรถแล้วเห็นแค่ทางเข้า “บ้านสราญรมย์” แล้วก็คิดในใจแต่พูดออกมาว่า “เอ้อ…มันสวยกว่าที่คิดแฮะ” ดำริได้ดังนั้นก็เลยไม่รอช้า รีบจ้ำๆ เข้าไปข้างใน

คุณนุชออกมาต้อนรับขับสู้โดยมี “ดอกจำปี” หอมๆ เย็นๆ มาฝากกันค่ะ จริงๆ เราแอบไปถึงก่อนเวลาเช็คอินเกือบชั่วโมง (เช็คอินได้บ่ายสอง) ก็เลยต้องนั่งรอแป๊บนึง แต่ไม่นานค่ะ ระหว่างนั้นก็ลงทะเบียนเข้าพักกันให้เรียบร้อย ดูทีวีไปพลาง เดินถ่ายรูปชมสวนซักหน่อย สักพักคุณนุชก็มาเรียกเราไปเข้าห้องแว้วววว!

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนค่ะ ว่าที่ “บ้านสราญรมย์” เค้าเนี่ย จะมีอยู่ 5 ตึกหลักๆ (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิดนะ) คือ หมายเลขหนึ่งกับสองจะเป็นบ้านพักแบบแยกเดี่ยว แต่เรื่องจำนวนคนพักกับราคานี่ต้องเช็คกับคุณนุชอีกทีค่ะ (จริงๆ วันนั้นก็ถามมาแล้วล่ะ แต่ว่าจำไม่ได้ กลัวเขียนไปแล้วผิด ^^) อีกหลังหนึ่งเป็นบ้านของครอบครัวคุณนุชเค้า (ล่ะมั้ง) อีกหลังก็เป็นคล้ายๆ โรงอาหาร เอาไว้ทานอาหารเช้า เป็น lobby นั่งรอก่อนขะเช็คอินอะไรทำนองนี้ และหลังสุดท้ายก็คือเรือนใหญ่ มี 2 ชั้น แบ่งเป็นชั้นละ 4 ห้อง ด้านล่างจะเป็นห้องปูน ตกแต่งแบบร่วมสมัย ส่วนห้องด้านบนจะเป็นห้องไม้ บรรยากาศเหมือนอยู่บ้านไทยค่ะ

เราได้ห้องพักหมายเลข 4 อยู่ที่ชั้นล่าง (ห้องปูน) ค่ะ ข้างในห้องกว้างขวางดี เตียงนุ่มและจัดเอาไว้สะอาดเรียบร้อย มีตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น โต๊ะและเก้าอี้เอาไว้นั่งเล่นพักผ่อนสบายๆ บรรยากาศน่ารักน่าอยู่ดีค่ะ แถมห้องก็เป็นประตูกระจกทั้งหมด ยิ่งทำให้โล่งโปร่งสบาย ถ้าไม่ได้โป๊ก็เปิดผ้าม่านเอาไว้ก็ได้ เพราะว่าพอมองออกไปข้างนอกก็จะมีสวนหย่อมเล็กๆ ให้เราดู อารมณ์ดีเชียว

แต่ห้องเรามีข้อเสียอยู่หน่อย ตรงที่มีเสาโผล่มากลางห้องเลย ทำเอาเสียบรรยากาศไปพอตัว แต่ก็ไม่ได้รบกวนการใช้ชีวิตเท่าไหร่ เพราะว่ามันไม่ได้บังทีวี ไม่บังแอร์ แค่รู้สึกว่ามันเกะกะค่ะ ถ้าใครจะไปก็เลี่ยงห้องเบอร์สี่ซะหน่อยนะคะ ฮี่ๆ

ห้องน้ำที่นี่ก็สะอาดและกว้างขวางดีค่ะ น้ำท่าไหลแรงดีไม่มีตก ในห้องน้ำก็มีหมวกอาบน้ำ สบู่และแชมพูเตรียมเอาไว้ให้แล้วค่ะ ไม่ต้องพกไปให้หนักกระเป๋า ^^

สำรวจรอบห้องเสร็จแล้วเราก็ไปสำรวจด้านนอกกันบ้าง ชอบที่นี่อย่างหนึ่งตรงที่เขาให้พื้นที่กับธรรมชาติเยอะดีค่ะ ไม่ห่วงสร้างห้องพักเพื่อหวังเงิน ยังทิ้งพื้นที่ว่างๆ สำหรับจอดรถ และที่เหลือก็ยกให้กับสีเขียวๆ ของต้นไม้ใบหญ้า แซมด้วยสีสันสดๆ ของดอกกล้วยไม้และดอกไม้หลายชิดหลากพันธุ์ ทำให้ผู้เข้าพักอารมณ์ดีได้ไม่ยาก หายเข้าไปทีไรก็ชุ่มปอด รู้สึกว่าได้มาพักผ่อนจริงๆ ค่ะ ^^

ส่วนเรื่องการเดินทางออกไปข้างนอก เราว่าไม่มีปัญหาค่ะ เพราะว่าเราเดินออกจากที่พักไปตลาดน้ำ ไปอุทยานร.2 ไปกินข้าวที่ร้านน้องอุ้ม ได้สบายๆ ส่วนถ้าจะกลับกรุงเทพฯ เดินออกจากบ้านมานิดเดียว ก็จะเจอคิวรถตู้ทั้งสองคิว (คิวนึงไปอนุสาวรีย์ อีกคิวไม่แน่ใจว่าไปไหน) จะไปแม่กลองก็มีรถสองแถวผ่าน หรือถ้าใครเอารถมา ข้างใน “บ้านสราญรมย์” เค้าก็มีที่จอดรถเพียงพอค่ะ เดินทางกันสบายมากๆ

ปิดท้ายด้วยเรื่องยั่วน้ำลายอย่างอาหารเช้าค่ะ โดยไลน์อาหารจะเริ่มตั้งแต่ 8 โมง  – 10 โมงเช้า ซึ่งจะมี อาหารจานเดียวคนละหนึ่งจาน (วันนั้นมีข้าวมันไก่ กับข้าวมันหมูทอด) ขนมไทยเล็กๆ น้อยๆ ให้เลือกทาน ปาท่องโก๋กินได้ไม่อั้น กาแฟและโอวัลตินกินได้เต็มที่ และที่เราชอบที่สุดคือ ที่นี่มีนมข้นหวานเอาไว้ให้ชงกาแฟ หรือจะกินกับปาท่องโก๋ก็อร่อย สรุปเช้าวั้นนั้นกินจนอิ่มไปถึงบ่ายเลยค่ะ 555

สรุปแล้วเราประทับใจกับ “บ้านสราญรมย์” มากค่ะ ถ้าไปอัมพวาอีกครั้ง (และยังไม่มีรถขับไปเหมือนเดิม) ก็จะไปฝากชีวิตไว้ที่นี่ล่ะ ต้องขอบคุณคุณนุชเค้าด้วยค่ะ ที่ดูแลลูกค้าดีมาก รักษาความดีแบบนี้เอาไว้นานๆ นะคะ ^^

อ้อ…เขียนมาเยอะแต่ลืมบอกเรื่องสำคัญได้ไงหว่า ราคาห้องพักของเราคืนละ 1200 บาท นะคะ ที่เรือนใหญ่ไม่ว่าจะห้องไม้ห้องปูนก็ราคานี้หมด ถ้าสนใจก็โทรไปสอบถามเพิ่มเติมจากคุณนุชได้เลยค่ะ เบอร์ 081-310-1406

รักนะคนอ่าน จุ๊บๆ 🙂

ฉันรักเธอ “อัมพวา”

23/08/2010 § 1 Comment

แฮ่มๆ ขอแอบข้ามทริปเสม็ดไปก่อนนะค้า 555 ทิ้งเอาไว้นานจนแทบจะลืม เดี๋ยวจะรีบมาสานต่อให้เสร็จสมดั่งใจ
แต่งานนี้ต้องลัดคิวให้ทริปเล็กๆ ที่เพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ กับการฉลองครบรอบหนึ่งปีที่แสนหวานกับคุณหวานใจ ที่ “อัมพวา” เมืองเก่าสุดโรแมนติก ^^

ตอนแรกเราตั้งใจจะไปเกาะล้านค่ะ เพราะว่ายังไม่เคยไปกันทั้งคู่ แต่ว่าคุณแฟนอยากไปอัมพวา (อาจจะเพราะเพิ่งไปเกาะเสม็ดมาด้วยมั้ง พ่อเจ้าประคุณอ่านก็เลยเบื่อทะเล) เพราะว่าอยากจะไปกินๆๆๆๆๆ อ่ะ งั้นเราก็ตามใจ ไปอัมพวาก็ดีเหมือนกันเพราะว่าไม่ไกล แถมค่าใช้จ่ายถูกด้วย

ออกเดินทางกันวันที่ 21 สิงหาคมค่ะ โดยเราเลือกนั่งรถตู้สาย “บางปะแก้ว – แม่กลอง” (เป็นคนบ้านอยู่ฝั่งธนทั้งคู่เลย ฮี่ๆ) อันที่จริงนี่ถือเป็นความรู้ใหม่เลยนะเนี่ย เพราะแต่ก่อนเวลาไปอัมพวาจะไปขึ้นรถตู้ที่ปิ่นเกล้าโน่นแหนะ แต่เสิร์ชไปเสิร์ชมาก็เจอรถตู้คิวนี้ ที่ตั้งก็หาเจอไม่ยากค่ะ ถ้ามาจากดาวคะนองก็ลงรถเมล์ป้ายตลาดบางปะแก้ว จากนั้นก็ขึ้นสะพานลอยข้ามถนนไปฝั่งโรงหนัง พอลงสะพานลอยมาเท่านั้นแหละ ก็จะเห็นคิวรถตู้จอดอยู่เรียงราย จ่ายเงินไป 50 บาทเท่านั้น พี่รถตู้ก็พาเราไปถึงตลาดแม่กลองเลยจ้าาา

พอไปถึงแม่กลองปุ๊บ ก็ต้องไปอุดหนุน “น้ำปั่นเฮียปุ๊” เค้าซักหน่อย ติดใจร้านของเฮียแกมาตั้งแต่เมื่อครั้งก่อนที่มาค่ะ คราวนี้เพิ่งได้สังเกตว่าร้านเฮียแกเนี่ย “อธิบดีชวนชิม” เชียวนะ 555 น้ำปั่นร้านเฮียต้องถือว่าราคาไม่ถูกถ้าคิดว่ามันขายในตลาด แต่ก็ไม่แพงถ้าคิดถึงเรื่องรสชาติ (แก้วไซส์กลาง 15 บาท) เฮียแกค่อนข้างตั้งใจปรุง แล้วก็ใช้ของดีค่ะ เราเลือกชิมรสนมเย็น ส่วนของแฟนทานโกโก้ปั่น อร่อยเข้มข้นแล้วก็ไม่หวานเลี่ยน ประทับใจกันไปค่าาา ^^

เมื่อดื่มน้ำกันจนหวานชื่นใจแล้ว เราก็เดินดุ่มๆ ลัดเลาะเข้าไปทางตลาดหุบร่ม ตามหาเซเว่นที่อยู่ตรงข้ามธนาคารนครหลวงไทย เพื่อไปขึ้นรถสองแถวสาย “โรงเจอัมพวา” เข้าตัวเมืองอัมพวาค่ะ สังเกตง่ายๆ ว่าที่หน้าเซเว่นจะมีรถสองแถวสีฟ้าจอดเรียงราย กระโดดขึ้นไปเลย ไม่เกินสิบนาทีเราก็จะไปถึงอัมพวากันแล้ววว!

จากนั้นก็เดินทางเข้าสู่ที่พัก “บ้านสราญรมย์” ซึ่งจะขอแยกไปเล่าเป็นอีกบล็อกนะคะ (รอทำลิงก์แปปนึงจ้า) พักผ่อนกันไปตามอัธยาศัยได้ซักแปปนึง ก็ออกเดินทางต่อเพื่อไปอุทยาน ร.2 ค่ะ ซึ่งจากบ้านพักเราต้องถือว่าเดินไปได้สบายมาก ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปอะไรกันไปเรื่อยเปื่อย สำราญใจจริงๆ

และแล้วเราก็มาถึงอุทยานร.2 แล้วค่ะ บรรยากาศข้างใจก็ร่มรื่นสวยงามดี ข้อที่เราชอบคือมันมีต้นไม้เยอะ ร่มรื่นและอบอุ่น เหมาะสำหรับการเดินเล่นชมวิว แล้วก็คุยกันไปเรื่อยๆ แต่ที่เฉยๆ แล้วก็เอียนก็อาจจะเป็นอาคารทรงไทยปลอมๆ ที่ก่อสร้างขึ้นมาเพื่อการท่องเที่ยว 555 (อาจจะดูขวางโลกไปซักหน่อยนะ :P) แต่ก็ต้องถือว่าเป็นความตั้งใจที่ดีค่ะ ที่จะสร้างสถาปัตยกรรมไทยเก็บเอาไว้ให้เด็กๆ ได้ดูได้เห็น เวลาเดินขึ้นไปก็รู้สึกเหมือนอยู่ในละครช่อง7 เลย 555

อีกส่วนที่ค่อนข้างประทับใจ ก็คือ “พิพิธภัณฑ์มรดกทางวัฒนธรรมอัมพวา” ที่ผู้สร้างค่อนข้างตั้งใจและจัดแบ่งประเภทเนื้อหาได้ดี แถมยังมีวิธีการให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ “เล่น” กับความรู้ เช่น แผนผังเมืองอัมพวาที่มีแม่น้ำแม่กลองเป็นหัวใจสำคัญ ก็สามารถกดเลือกสถานที่ต่างๆ แล้วเราก็จะเห็นไฟขึ้นที่จุดนั้น หรือ มุมที่ให้เราฟังเพลงจากครูเพลงแห่งเมืองแม่กลอง อย่างครูเอื้อ สุนทรสนาน, ทูล ทองใจ และหลวงประดิษฐ์ไพเราะ เสียดายอยู่นิดหน่อยตรงที่พิพิธภัณฑ์นี้มี “ภาษาเดียว” ทำให้ชาวต่างชาติอาจจะพลาดรายละเอียดที่เราต้องการจะสื่อสารกับเขาไปก็ได้นะ (แอบบ่น อิอิ)

เคยได้ชมพิพิธภัณฑ์ที่มีรูปแบบคล้ายๆ อย่างนี้ แต่ว่าอยู่ที่สิงคโปร์ค่ะ ห้องนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ National Museum ของเขา ซึ่งถือว่าทำได้สมบูรณ์ สวยงามและรายละเอียดครบถ้วนดีเชียว ถ้ามีโอกาสได้ไปสิงคโปร์อีกก็จะแวะเข้าไป แล้วจะเก็บภาพมาฝากกันแบบเป็นทางการนะคะ ^^

เมื่อสำรวจจนทั่วบริเวณอุทยาน เราก็เมื่อยและหิวกันเต็มที่ ก็เลยรีบรุดออกไปเพื่อหาของอร่อยๆ ทานกัน เหยื่อของเราในมื้อนี้คือร้าน “น้องอุ้ม” ค่ะ (ต้องสารภาพว่าตอนแรกตั้งใจจะไปทานที่ “ช้างเผือก” แต่ด้วยความที่เราสองคนไม่มีรถ แล้วแม้จะตั้งใจเดินไปทานแล้วก็ตาม แต่ที่ตั้งของร้านช้างเผือกมันช่างไกลเกินกว่าสองขาของเราจะรับไหว สุดท้ายก็ต้องเลือกร้านน้องอุ้ม ที่ดังไม่แพ้กันค่ะ)

เข้าไปที่ร้านตอนแรกก็หวั่นๆ กันเล็กน้อย เพราะว่าที่ร้านเงียบมาก (ขนาดพนักงานยังนั่งหลับเลยอ่ะ o_O) ชักเสียวในใจว่ามันอร่อยจริงรึเปล่าวะเนี่ย! แต่ก็คิดกันว่าไหนๆ ก็เดินเข้ามาแล้ว จะกลับตัวออกไปก็กระไรอยู่ ลุยมันซักตั้ง แต่ก็เป็นโชคดีของเราอย่างนึงค่ะ ตรงที่เราได้ทำเลทองของร้าน เป็นที่นั่งที่วิวดีที่สุดในร้าน ยื่นเข้าไปในแม่น้ำ คืบก็แม่กลอง ศอกก็แม่กลอง มีความสุขจริงๆ

อาหารที่สั่งกันมาวันนี้ก็ต้องถือว่าทานแบบพอเพียง หม้อแรกเป็นต้มยำกุ้ง (กุ้งเฉยๆ ค่ะไม่ใช่กุ้งแม่น้ำ เพราะว่ากุ้งแม่น้ำหมด) จานต่อมาเป็นทะเลผัดฉ่า และจานเด็ดสุดท้ายเป็นปลากระพงทอดน้ำปลา

ว่ากันทีจะเมนูเลยนะคะ “ต้มยำกุ้ง” นี่ถือว่าไม่ได้โดดเด่นอะไร รสชาติพอประมาณ ทานได้ ซดได้เรื่อยๆ แต่ไม่ได้ติดปาก ที่เด็ดน่าจะอยู่ที่ปริมาณกุ้งแชบ๊วยที่คุณป้าแม่ครัวท่านยกทั้งแม่น้ำมาให้เรากิน อะไรมันจะเยอะขนาดนั้น ตักเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้สึกว่ามันจะหมด ช่วยด้วยยยย!!!

จานต่อมาคือ “ทะเลผัดฉ่า” เออ! จานนี้เข้าท่าแฮะ รสชาติถึงเครื่องและเผ็ดร้อนถูกปากมากๆ เครื่องเคราก็ใส่มาให้เยอะถึงใจ มีเนื้อปลา กุ้ง หมึก และลูกชิ้นปลากราย ซึ่งเจ้าลูกชิ้นปลากรายนี่แหละที่อร่อยมากกกกกก! ปกติทานลูกชิ้นปลากรายก็จะไม่ได้ตื่นเต้นอะไร ก็คิดตลอดว่ามันเป็นแป้งปั้น แต่กับที่นี่มันอร่อยเป็นพิเศษแฮะ สงสัยเค้าใช้แป้งดี 555 ยิ่งพอมาผัดกับเครื่องต่างๆ แล้วยิ่งอร่อยล้ำเชียวค่ะ ใครมาร้านนี้อย่าพลาด

(อ้อ พอกลับมาที่ออฟฟิศ พี่อีกคนที่เป็นนักชิมก็เป็นอีกหนึ่งเสียงบอกว่า “เอ็นหอยผัดฉ่า” ที่ร้านนี้อร่อยเชียว แสดงว่าร้านนี้เค้าดังเรื่องผัดฉ่าเนอะ)

ส่วนจานสุดท้ายเป็น “ปลากระพงทอดน้ำปลา” ทอดได้กรอบอร่อยและไม่อมน้ำมัน หั่นแบะปลาออกมาจนทานได้ง่ายเชียว แต่เสียอย่างเดียวตรงที่น้ำซอสน้ำปลามันไม่ค่อยเยิ้มออกมาเท่าไหร่ ทำให้เราต้องพึ่งพาน้ำจิ้มซีฟู้ด ซึ่งรสชาติของที่ร้านนี้ก็อร่อยค่ะ สั่งมาเพิ่มตั้ง 3 ถ้วย แหะๆ

สรุปแล้วเจอค่าเสียหายเข้าไป 580 บาท ทานกันสองคน อิ่มไปอีกสามวันเลยค่ะ

พอออกจากร้านน้องอุ้ม เราก็ถือโอกาสเดินย่อยกลับไปที่ตลาดน้ำอัมพวา เดินเรื่อยเปื่อยตามกระแสผู้คน (ที่เยอะเหลือเกิน) เข้าร้านที่อยากเข้า หยุดนั่งพักเมื่ออยากหยุด ซื้อนู่นซื้อนี่กินเมื่ออยากกิน เห็นความเปลี่ยนแปลงของอัมพวาเยอะแยะ คนหยุดถ่ายรูปกับสิ่ง “ประดิษฐ์” มากขึ้น สนใจวิวความงดงามของธรรมชาติน้อยลง แต่ก็เถอะนะ ไม่มีแบบไหนที่ผิดหรอกค่ะ แค่เราไปเที่ยว แล้วไม่ทำให้นักท่องเที่ยวด้วยกัน คนที่นั่น และธรรมชาติเดือดร้อน เท่านั้นก็พอแล้วล่ะ

ระหว่างทางเจอน้องๆ ที่คณะมาถ่ายทำรายการส่งอาจารย์ด้วย คิดถึงทั้งน้องๆ ทั้งอาจารย์เลย ^^

คืนนั้นกลับที่พักไปนอนหลับฝันดี ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ต้องกลับกรุงเทพซะแล้ว ก่อนจะขึ้นรถกลับ ก็เลยออกไปเดินตลาดกันอีกซักรอบ แวะซื้อของกิน แวะเข้าไปกินผัดไทป้าพร (ไม่ค่อยประทับใจเลย) ซื้อนู่นซื้อนี่แล้วก็กลับ โดยขึ้นรถตู้ตรงคิวที่อยู่ตรงข้ามธนาคารกรุงเทพค่ะ วิ่งไปอนุสาวรีย์ แต่เราลงตั้งแต่เซ็นทรัลพระรามสองเอง คิดดูว่ารถตู้คันนี้ด่วนแค่ไหน จากอัมพวามาเซ็นทรัล แค่ครึ่งชั่วโมงเองนะ 555

สำหรับทริปอัมพวาคราวนี้ต้องถือว่าอิ่มอกอิ่มใจอิ่มท้องค่ะ มีความสุขทุกวินาทีจริงๆ น่าแปลกนะที่ไม่ว่าจะแวะมาที่เมืองนี้กี่ครั้ง เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายเท่าไหร่ แต่ก็ยังอดเทใจให้เมืองเล็กๆ อย่าง “อัมพวา” แห่งนี้ไม่ได้จริงๆ …

บังเอิญได้ดู Moderndog

16/08/2010 § Leave a comment

ด้วยความที่เมื่อวานเกิดอาการฟุ้งซ่าน เบื่อบ้านเอาตอนห้าโมงเย็น

รู้ตัวอีกที ร่างตัวเองก็ยืนเจ๋ออยู่แถวๆ สยาม ด้วยสภาพโทรมสุดฤทธิ์ (เสื้อยืดที่ยับเหมือนโดนช้างดัมโบ้สามตัวล้มทับ กางเกงยีนส์ขาสั้นที่ไม่ได้ซักมากว่าเดือน และรองเท้าแตะไซส์เล็กกว่าเท้าฉันหนึ่งเบอร์ – -“)

แล้วไม่รู้ว่าเมื่อวานมันเป็นวันการดนตรีแห่งชาติหรืออย่างไร เพราะมองไปทางไหนของสยาม ก็มีแค่คอนเสิร์ต นักร้อง แฟนคลับ ป้ายไฟ เสียงกรี๊ด และขยะ! เต็มไปหมด เริ่มตั้งแต่ที่ลาน Parc Paragon ที่มีงาน Gift for Life เดินเข้าไปในพารากอนก็มีคอนเสิร์ตอะไรซักอย่าง ที่มีชิน ชินวุฒิ และบรรดา The Star รุ่นเก่าๆ มากันหลายคน ที่ข้างในสยาม ก็มีคอนเสิร์ตอีกสามถึงสี่เวที อีตาบ้า! ยังจะจัดงานรวมรุ่นบริษัทเครื่องเสียง

ข้อสังเกตเล็กน้อย: งานคอนเสิร์ตใดที่มีศิลปินเป็นบรรดา The Star หรือ AF อาจมีความเสี่ยงที่จะทำให้งานนั้นกลายเป็นงาน “ดูกันเอง” มากขึ้นไปทุกที จริงๆ นะ 555

…..

แต่เอาเข้าจริงๆ ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจกับคอนเสิร์ตอะไรมากมาย เพราะว่ามัวแต่เดินซื้อของ จนพอตอนจะกลับบ้านแล้วนี่แหละ ที่ได้ยินเสียงพี่ป๊อดลอดเข้าช่องหู

ก็เลยไปยืนดูๆ ดมๆ พี่ป๊อด แอนด์ เดอะ โมเดิร์นด็อก ยันคอนเสิร์ตจบ ได้อารมณ์ Moderndog ในแบบแปลกๆ เพราะพี่ป๊อดแกโชว์ลีลาแจกของฟรีจากสปอนเซอร์จนแทบจะไม่ได้ร้องเพลง ผู้ชมที่โบกไม้่โบกมือก็ไม่ได้โบกไปตามจังหวะเพลงซะทีเดียว เพราะว่าโบกมือ ชูมือรับของแจกมากกว่า อ่ะ สุดท้ายอยู่จนจบ แต่ไม่ได้ของแจกนะ 555

“สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” กับ 10 อย่างที่จะขอพูดถึง

14/08/2010 § 1 Comment

1. ชื่อเรื่อง

ชื่อ “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” หรือ First Love ในภาษาอังกฤษนั้น ในความคิดเห็นของฉันนั้นออกจะ “ไม่ชอบ” เลยทั้งสองชื่อ ยิ่งถ้าเอาไปเทียบกับหนังตระกูลเดียวกันอย่าง “แฟนฉัน” หรือ “อนึ่งฯ คิดถึงพอสังเขป” ยิ่งรู้สึกว่าชื่อหนังไม่สามารถสื่อไปถึงจุดขายของหนังได้ (ฉันมองว่าจุดขายของเรื่องนี้อยู่ที่การพาผู้ชมย้อนอดีตไปสมัยมัธยม เป็น Coming of Age สุดพลังเลยนะ) ข้ออันตรายของการตั้งชื่อหนังแบบนี้ คืออาจทำให้คนเกิดความคิดในแง่ลบกับหนังตั้งแต่ยังไม่ได้รู้ข้อมูลอะไรมาก่อน แถมหนังเรื่องนี้ยังรวมเอาอีก 2 จุดขาย(ที่อาจเป็นจุดอ่อนได้ในเวลาเดียวกัน) คือ ตุ๊กกี้ และ มาริโอ้ ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ถ้าไม่ได้ Trailer หรือกระแส Word of Mouth ก็อาจทำให้หลายคนพลาดหนังรักเล็กๆ เรื่องนี้ไปอย่างน่าเสียดาย Footnote เล็กๆ: ฉันจั๊กจี้มากตอนที่พนักงานที่ช่องขายตั๋วถามว่า “ดูเรื่องอะไรดีคะ” เลยตอบแบบกระมิดกระเมี้ยนสุดๆ ว่า “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารักค่ะ” (น้ำเสียงในตอนท้ายค่อยๆ เบาลง 555) 2.เวิร์คพอยท์ ปกติฉันจะคิดหนักเสมอเวลาที่ต้องเข้าไปดูหนังของ Work Point เพราะว่ามันช่างมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในแบบที่ไม่ถูกชะตากับฉัน แต่ต้องถือว่าเป็นโชคดีของ “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” ที่ฉันเสียเงินเข้าไปดูโดยที่ไม่รู้มาก่อนว่ามันเป็นหนังของ Work Point (แต่สหฯ มาจัดจำหน่ายให้ ภาพของสหฯ เลยชัดมาก) แต่สุดท้ายก็ต้องขอบคุณ “สิ่งเล็กๆ ฯ” เขาล่ะ ที่ช่วยเรียกคะแนนให้ Work Point สำหรับฉันขึ้นมาได้เยอะเชียว ^^ 3. ความสมจริง นี่แหละคือสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้ฉันเสียดายที่สุดในหนังเรื่องนี้ และสิ่งนี้ก็มักจะเป็นจุดอ่อนของหนังย้อนวัยใสของไทยแทบจะทุกเรื่อง (ทำไมวะ?) คือยังไงดี การจะทำหนังย้อนวัยใส พาเรากลับไปหวนอดีตอันหอมหวานจะ 10 หรือ 20 ปีที่แล้วหรือมากกว่านั้น ก็ต้องชัดเจนไปเลยว่า ในสมัยนั้นมีอะไรเกิดขึ้น มีอะไรเด่น อะไรดัง ไม่ใช่แค่จับมาริโอ้มาใส่ชุดนักเรียน ถ่ายทำในโรงเรียน ก็เท่ากับการย้อนอดีตแล้ว เสน่ห์ของหนังประเภทนี้ มันอยู่ที่การทำให้ผู้ชมสนุกกับการร้อง “เออ เมื่อก่อนกูก็เล่นมุขแบบนี้แหละ” หรือ “ใช่ๆ เพลงนี้เคยร้องให้รุ่นพี่สมัยเด็กๆ” ไม่ใช่การเอาเรื่องที่สนุกในปัจจุบัน มาทำให้เป็นอดีต มันจะทำให้ความสมจริงของฉากหายฮวบไปเยอะเลย Footnote เล็กๆ: หนังไทยเรื่องเดียวที่ทำให้ฉัน “เชื่อ” ว่าอดีตมีอยู่จริงๆ ในหนัง ก็ยังคงเป็น “แฟนฉัน” อยู่ดีนั่นแหละ

4. ตุ๊กกี้ ไม่ได้ไม่ชอบตุ๊กกี้ แต่บางทีเธอก็อยู่ผิดที่ผิดทางไปซักหน่อย แต่สำหรับเรื่องนี้ถือว่าเธออยู่ถูกที่ถูกเวลาและ “กำลังดี” 5. มาริโอ้ ปกติฉันจะรำคาญพวกสก๊อยในโรงหนังที่ตั้งใจมากรี๊ดพระเอกโดยเฉพาะแบบสุดๆ แต่กับเรื่องนี้ อยู่ดีๆ ฉันก็ให้อภัยนางพวกนี้เฉยเลย เพราะว่าตัวเองก็แอบเคลิ้มกับความหล่อของน้องโอ้ (ปกติก็หล่อ แต่ด้วยบทของเรื่องนี้ ทำให้ยิ่งหล่อๆๆๆๆ ขึ้นไปอีก อ๊อย) แม้จะมีแม่สองนางสก๊อยเกิร์ลที่นั่งอยู่แถวหน้าเยื้องๆ ฉันออกไปสามสี่ที่นั่ง จะส่งเสียง “ฮื้อออ” “อื๊อออ” “กรี๊ดด” “ว้ายย” อยู่ไม่หยุดหย่อน แต่ฉันก็ถือซะว่าเป็นการดูหนังแบบ 3D (ภาพ เสียงในฟิล์ม และเสียงใกล้ตัว) ในราคาปกติก็แล้วกัน

6. ใบเฟิร์น น้องใบเฟิร์นกับฉากที่สระว่ายน้ำช่วงท้ายๆ เรื่อง คือสิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้! 7. นิ่ม จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าน้องที่รับบทเป็น “นิ่ม” ชื่อเสียงเรียงนามจริงๆ ของเธอคืออะไร แต่ฉันรักตัวละครตัวนี้มากเลย แล้วก็ดีใจมาก ที่ในชีวิตของฉันได้มี “เพื่อน” แบบนิ่มอยู่หลายคนเชียว ^^ 8. เกสท์เฮ้าส์ ภาษาอังกฤษ นักฟุตบอล สามสิ่งนี้เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ฉันชอบมากที่ผู้สร้างเลือกที่จะใส่ให้กับตัวละครทั้งหลาย แถมมันยังดูไม่เว่อร์ และไม่ยัดเยียดเกินไป ชอบที่ใส่รายละเอียดให้นางเอกเป็นเด็กที่เรียนภาษาอังกฤษเก่ง เพราะที่บ้านทำธุรกิจเกสท์เฮ้าส์ ทำให้เธอได้เล่นละครภาษาอังกฤษ และได้ไปเมืองนอกในเวลาต่อมา (อันนี้ไม่ค่อยชอบละ 555) เช่นเดียวกันกับพี่โชน ที่ชอบเล่นบอลเหมือนพ่อ แต่ดั๊นมีปมอดีต(ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ) จากพ่อที่ยิงลูกโทษไม่เข้า สร้างความเซ็งให้กับประชาชนทั้งจังหวัด ทำให้พี่โชนของเราไม่กล้าเป็นนักบอลตัวจริง แต่ก็ชอบถ่ายรูปด้วยนะ (เออ อันนี้งง) เสียดายอยู่แค่ที่ว่า หนังใช้ประโยชน์กับรายละเอียดพวกนี้ไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร เหมือนยังพัฒนาต่อไปไม่สุด จากที่จะทำให้มันดีถึงขึ้นน่าจดจำได้ ก็เลยได้แค่ระดับที่น่าพึงพอใจ 9. แก๊งค์บีบี ข้อนี้ไม่เกี่ยวกับหนังเท่าไหร่ แต่เมื่อไหร่ชีวิตการดูหนังของฉัน (และใครอีกหลายๆ คน) จะหลุดพ้นจากแก๊งค์บีบี แก๊งค์รับโทรศัพท์ในโรงหนัง แก๊งค์กินอาหารกลิ่นแรงในโรงหนังซักที (อ่ะแน่ล่ะ วันนี้ฉันเจอแฮตทริคสามเด้ง สามพฤติกรรมเลยจ้า) ไม่ต้องบรรยายสรรคุณคงพอเข้าใจ ขอสาปแช่งเอาไว้ ณ ที่นี้เลยละกันนะ ดวก! 10. ตัวฉันเอง เมื่อประมวลผลความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อหนังเรื่องนี้ ต้องถือว่า “ชอบ” มากกว่าไม่ชอบ เอาเป็นว่าพอดูจบแล้วอารมณ์ดี เดินยิ้มออกมาจากโรงเลยแหละ (ก่อนจะดูเพิ่งทะเลาะกับแฟน พอออกมาโทรไปง้อเฉยเลย 555) มีหลายช่วงหลายตอนที่ไปต้องตรงกับชีวิตวัยหวานของฉัน ตั้งแต่ การขอครูไปเข้าห้องน้ำ แต่จริงๆ แล้วไปชะโงกดู “พี่คนนั้น” ที่ห้องเรียนเค้าการใช้มุข “เพื่อนฝากมาให้” กับคนที่เราแอบชอบการนั่งกอดคอร้องไห้และร้องเพลงอำลาอาลัยกับเพื่อน (แหวะ 555), การใช้เบอร์บ้านโทรไปหารุ่นพี่ที่เราแอบชอบ ด้วยความตื่นเต้นแบบสุดๆ(ของฉันแอดวานซ์กว่าในหนัง ตรงที่ต้อง “จด” ด้วยว่าเราคุยอะไรกัน 555) รวมไปถึงจังหวะตลกๆ ที่ไม่ค่อยได้เห็นในหนังไทย (ที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นตอนที่ 2 อดีตดรัมเมเยอร์เดินเข้าเฝือกที่คอ หน้าตุ่ยๆ แต่ยังคุยเม้าท์ผู้ชายอยู่ ขำก๊ากขึ้นมาเลย) ขอให้หนังเรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาเรื่องต่อไป แล้วก็ขอขอบคุณช่วงเวลาสองชั่วโมงกว่าๆ ที่ทำให้ฉันนึกถึงอดีตของตัวเองได้เยอะเลย ^^ Footnote เล็กๆ ก่อนจบ: แต่ก่อนฉันต้องโทรเข้าเบอร์บ้าน หรือไม่ก็แอบเอาจดหมายรักไปวางไว้ที่โต๊ะรุ่นพี่ที่แอบปลื้ม แต่เมื่อเวลาผ่านไปเป็นสิบปี ทุกวันนี้ฉันเป็น friend กับรุ่นพี่ที่ฉันชอบใน facebook และยังติดตามชีวิตของพี่เค้าใน twitter อยู่เสมอๆ แต่ก็ยังไม่กล้าคุยกับเค้าอยู่ดีแหละนะ 55555